รายละเอียดกระทู้

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


ประวัติศาสตร์ คืออะไร




ประวัติศาสตร์ คืออะไร : วินัย พงศ์ศรีเพียร : อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร : วารสารโลกประวัติศาสตร์ : เอกสารวิชาการประวัติศาสตร์ และไทยศึกษา : ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2538

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:05:39 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ] [ 2 ]

ข้อความ 1

ประวัติศาสตร์ คืออะไร




“ประวัติศาสตร์นั้นจะนิยามได้ไม่ง่ายเลย แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วประวัติศาสตร์ ดูเหมือนจะเป็นบันทึกเกี่ยวกับความเป็นไปของสังคม ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่สังคมเหล่านั้นประสบความคิดที่เข้ามากำหนดกิจกรรมของสังคมนั้น ๆ และสภาพการณ์ทางวัตถุที่ได้ช่วยส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของสังคมดังกล่าว”



เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ ใคร ๆ ก็คงรู้จัก เพราะอย่างน้อยในช่วงชีวิตวัยเรียนต่างก็เคยถูกบังคับให้เรียนวิชานี้หลายคนคงจะเบื่อวิชาประวัติศาสตร์ไปเลยคราใดที่ย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องเหตุการณ์และวันเดือนปีที่ต้องท่องจำเพื่อเตรียมตัวสอบ ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนเท่านั้นที่เบื่อ ครูที่สอนก็เบื่อที่ต้องสอนซ้ำ ๆ ซาก ๆ บางครั้งการเรียนก็สนุกอยู่บ้างถ้านักเรียนและนักศึกษาได้ฟังเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ครูอาจารย์นำมาเล่า อาการอย่างนี้แสดงว่าเกร็ดประวัติศาสตร์ได้รับความสนใจมากกว่าประวัติศาสตร์เสียอีก เราน่าจะลองหาคำอธิบายดูว่าเพราะเหตุใด คำตอบที่อาจฟังดูเข้าท่าดีก็คือ เกร็ดประวัติศาสตร์มักมีเค้าโครงเรื่องที่เร้าใจและมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าอย่างนิทานหรือวรรณกรรม ส่วน “ประวัติศาสตร์” อย่างที่ปลูกฝังให้รู้จักในโรงเรียนเป็นเรื่องของ “การจำ” เหตุการณ์อย่างแห้งแล้งและอย่างนกแก้วนกขุนทอง

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:06:47 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 2

แม้จะชอบหรือไม่ชอบ “ประวัติศาสตร์” ในโรงเรียนก็ตาม แต่เมื่อถูกถามเข้าทุกคนก็พอใจที่จะตอบว่า ประวัติศาสตร์มีประโยชน์ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยสอนให้คนรักชาติและรู้ประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษ ประวัติศาสตร์ที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของและประเทศจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอารมณ์ความรู้สึกร่วมกันในเรื่องชะตากรรมและประสบการณ์ในอดีตของชาติในโลกยุคปัจจุบันความรู้สึกร่วมกันดังกล่าวนี้เป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของการกำหนดเอกภาพความเป็น “รัฐชาติ” (nation – state)



อย่างไรก็ตามหากตั้งคำถามว่า ประวัติศาสตร์คืออะไร สิ่งที่เคยคิดว่าง่ายดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว เพราะคนร้อยคนอาจให้คำตอบที่ไม่เหมือนกันเลย ข้อเท็จจริงเช่นนี้แสดงว่าคนทั้งหลายมีความเข้าใจและทัศนคติต่อประวัติศาสตร์แตกต่างกันไปอย่างหลากหลาย เช่น เฮนรี ฟอร์ด เคยพูดว่า “ประวัติศาสตร์คือเรื่องงี่เง่า” แต่ในขณะเดียวกันราชบัณฑิตยสภาของฝรั่งเศสได้บัญญัติไว้ครั้งหนึ่งว่า “ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ อันสมควรจดจำไว้” อังรี ปีแรน นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจผู้มีชื่อเสียงในช่วงแรกของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ นี้เห็นว่า “ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวการกระทำและความสำเร็จลุล่วงของมนุษย์ในสังคมต่าง ๆ”

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:07:44 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 3

คนบางคนอาจประชดความเลวร้ายที่ประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด เช่น พอล วาเลรีกล่าวว่า


“ประวัติศาสตร์เป็นผลผลิตที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคมีกรรมแห่งปัญญาประสมสร้างขึ้นมา ฤทธิภาพของประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่รู้จักกันดี มันก่อให้เกิดฝัน ทำให้ชาติทั่งหลายมึนเมา มอบความทรงจำที่ผิด ๆ ให้ ทำให้เกิดปฎิกิริยาที่เกินเลย เก็บความปวดร้าวเก่าให้คงอยู่ต่อไป สร้างทุกข์ทรมานให้แม้เมื่อยามที่ควรสุขสงบ และชักนำให้เกิดความบ้าคลั่งในอำนาจและการประหัตประหารกัน ประวัติศาสตร์ทำให้ชาติทั้งหลายขมขื่น ยะโส ใครต่อใครทนมิได้ และเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี”




พอล วาเลรีกล่าวข้อความข้างต้นจากประสบการณ์ของทวีปยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นพื้นฐานของอุดมการณ์การเมืองแบบชาตินิยมและการรวมชาติ เหตุการณ์ในอดีตถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเน้นจุดเด่นและเกียรติภูมิของชาติ เช่นเดียวกับประสบการณ์อันขมขื่นร่วมกันของบรรพบุรุษที่ถูก “ปลุก” ขึ้นมาเพื่อระดมขวัญและพลังมหาชนในยามเกิดวิกฤตการณ์ระหว่างชาติ ไม่ว่าสิ่งที่หยิบยกจากอดีตขึ้นมาจนเป็นจุดเด่นหรือความขมขื่นก็ตามสิ่งนั้นมักจะถูกกล่าวเน้นเกินจริงเสมอ ข้อสังเกตของ พอล วาเลรี ยังนำมาใช้ได้กับชาติต่าง ๆ ในเอเชียและแอฟริกาจนถึงปัจจุบัน

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:12:17 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 4

คงไม่เป็นการผิดความจริงนักถ้าจะกล่าวว่า ในทุกประเทศประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมารับใช้อุดมการณ์ชาตินิยมโดยผ่านระบบการศึกษาและเพื่อสร้างมติมหาชน จำเป็นต้องปกปิด “โครงกระดูกในตู้” และสร้างภาพ “ผู้ร้าย” ขึ้นมาจากอดีตอันขมขื่น เพียงแต่ว่าผู้ร้ายนั้นจะเป็นใคร สำหรับประเทศที่มีสำนึกในอดีตสูงการเขียนประวัติศาสตร์ของประเทศคู่กรณีในอดีตยังคงนำไปสู่การวิวาททางการเมืองระหว่างประเทศได้ เช่น การที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลี และชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างพากันประท้วงรัฐบาลญี่ปุ่นที่ได้เจตนาบิดเบือนหรือละเว้นไม่กล่าวถึงบทบาทอันเลวร้ายของญี่ปุ่นในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในตำราเรียนประวัตศาสตร์ระดับโรงเรียน เป็นต้น

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:13:06 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 5

ผู้เขียนใคร่ขอยกตัวอย่างการให้คำนิยามของผู้รู้อีกสักสองสามตัวอย่าง เช่น เซอร์ชาร์ลส์เฟิธอธิบายว่า



“ประวัติศาสตร์นั้นจะนิยามได้ไม่ง่ายเลยแต่สำหรับข้าพเจ้าแลัวประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะเป็นบันทึกเกี่ยวกับความเป็นไปของสังคมมนุษย์ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่สังคมเหล่านั้นประสบความคิดที่เข้ามากำหนดกิจกรรมของสังคมนั้นๆ และสภาพการณ์ทางวัตถุที่ได้ช่วยส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของสังคมดังกล่าว”

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:13:37 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 6

ศาสตราจารย์ อี เอช คาร์ เจ้าของผลงานที่นักประวัติศาสตร์รู้จักกันดีในคริสต์ศตวรรษ ๑๙๖๐ ให้ข้อคิดว่า


“เหตุฉะนี้คำตอบแรกของข้าพเจ้าสำหรับคำถามที่ว่า ประวัติศาสตร์คืออะไร ก็คือ ประวัติศาสตร์เป็นกระบวนการปฏิกรรมซึ่งกันระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริงของเขาที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง นั่นคือบทสนทนาอันไม่รู้จักจบสิ้นระหว่างปัจจุบันกับอดีต“

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:14:25 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 7

ตัวอย่างข้างต้นของคำนิยามที่หลากหลายแสดงว่า แนวคิดเกี่ยวกับคำว่าประวัติศาสตร์มิได้ถูกตรึงอยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใด



หลายท่านอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า คำว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่ในภาษาไทยจากคำภาษาอังกฤษว่า history เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นความจำเป็นต้องใช้คำนี้แทนคำอื่นๆ ที่ใช้มาก่อน นั่นยอมแสดงว่าในความรู้สึกของพระองค์ท่านเช่น “พงศาวดาร” “ตำนาน” และ “โบราณคดี” แม้จะเป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตแต่มีปรัชญาในการบันทึกแตกต่างไปจาก history ที่โลกวิชาการตะวันตกยอมรับ

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:15:27 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 8

ผู้เขียนใคร่กล่าวถึงคำว่า history เสียก่อนตามความหมายที่เข้าใจกันในโลกตะวันตก คำนี้มีรากเหง้าทางนิรุกติศาสตร์มาจากภาษา อินโด – อารยัน คือ w’d แปลว่า ‘to know’ ‘ to see’ ในภาษาสันสกฤตคำนี้จะพัฒนาไปเป็น ‘วิทยา’ ซึ่งมีความหมายในทางปรัชญาว่าความรู้ที่เป็นลูกกุญแจให้เข้าใจความลี้ลับของจักรวาล แต่รากศัพท์ วิท – นี้ จะพัฒนาไปเป็นคำนามสองคำในภาษากรีก คือ histor แปลว่า ‘learned man’ หรือผู้รู้ กับคำว่า historia แปลว่า ‘knowledge’ หรือความรู้ ในสมัยปลายศตวรรษที่ ๕ ก่อนคริสต์กาล เฮโรโดตัส ได้นำคำว่า historia ไปใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของเขาเกี่ยวกับสงครามครั้งสำคัญระหว่างนครรัฐกรีก กับจักรวรรดิเปอร์เซีย เนื่องจากเฮโรโดดัส เสนองานเขียนที่ใช้วิธีการแสวงหาและสืบสวนหลักฐานกับเน้นบทบาทของคนมากกว่าเทพเจ้า ซึ่งทำให้คำว่า historia มีความหมายขยายออกไปแต่เจาะจงมากขึ้นเป็น ‘knowledge obtained by enquiry’ หรือ ‘ความรู้อันได้มาจากการสอบถาม’

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:15:57 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 9

อย่างไรก็ตามการบันทึกประวัติศาสตร์และความเข้าใจความสำคัญของประวัติศาสตร์ได้มีวิวํฒนาการแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรมของโลก ในสมัยโบราณการบันทึกประวัติศาสตร์ มิใช่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เท่านั้น หากยังมีส่วนผุกพันกับปรัชญา ประเพณี ความเชื่อ และพิธีกรรมของชนชั้นนำในแต่ละสังคมด้วย กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับการประดิษฐตัวอักษรขึ้นใช้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตเกิดขึ้นพร้อมกับการเป็นสังคมอารยะหรือสังคมอักษรศาสตร์ ผู้บันทึกประวัติศาสตร์รุ่นแรกสุด คือนักบวชและอาลักษณ์ในราชสำนัก อาลักษณ์และนักบวชมีฐานะทางสังคมสูงเพราะเป็นผู้รู้ตัวอักษรซึ่งถือเป็นของสูงหรือสื่อติดต่อระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าหรือผีบรรพบุรุษ การบันทึกบางอย่างอาจมิใช่เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในปัจจุบันซึ่งผู้บันทึกต้องการให้กลายเป็นอดีตที่ผูกพันไปถึงอนาคต เช่น การบันทึกเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายของสุเมเรีย อียิปต์ และอาณาจักรโรมันโบราณ หรือแม้กระทั่งของไทยเอง ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดก้คือพันธภาพระหว่างรัฐเช่น กรณีของศิลาจารึกพระเจดีย์ศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ระหว่างกษัตริย์ไทยและลาวในสมัย ‘อโยธยา’ เป็นต้น

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:16:50 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )

ข้อความ 10

คำว่า ‘ประวัติศาสตร์’ ในภาษาไทยถูกนำมาใช้ในความหมายอย่างหลวมๆ ทั้งๆที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำคำนี้มาใช้เพื่อให้หมายถึง การตีความหรือวินิจฉัยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตแตกต่างไปจากพระราชพงศาวดารหรือตำนาน ซึ่งเป็นเพียงเอกสารข้อมูลเท่านั้น อย่างไรก็ดีความสับสนเช่นนี้เป้นที่เข้าใจได้ ในเมื่อโลกวิชาการของตะวันตกแบบวิชาประวัติศาสตร์เอง คำว่า ‘history’ ก็มีความเข้าใจแตกต่างกันไป ดังได้กล่าวไว้แล้ว และมีวิวัฒนาการที่ผูกพันอยู่กับค่านิยมและวัฒนธรรมของตะวันตกอย่างมาก



จากความสับสนหลากหลาย ของความหมายหรือความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวมาทั้งหมด เรายังคงพอจะหาข้อสรุปเพื่อเป็นแนวทางการทำความเข้าใจกิจกรรมทางปัญญาประเภทนี้ได้ดังนี้

โดย ขุนนางอยุธยา [13 ก.ย. 2548 , 01:17:58 น.] ( IP = 203.156.73.249 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด