View Topic

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code


สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


นักเขียนการ์ตูนหน่อมแน้ม






ยังจำได้ว่าสมัยเรียน เราต้องเขียนการ์ตูนให้เอกอังกฤษ ใส่รายงาน
ตอนนั้นก็มีเพียงแอ๊ดคนเดียวในรุ่น ที่รู้ว่าเราพอเขียนการ์ตูนได้

ไม่น่าเชื่อว่า พอจบมาใหม่ๆ การ์ตูนซื้อบ้าน ซื้อรถให้เราขี่ได้
เลยเอางานเก่าๆ ที่ฝีมือสมัยนั้นยังหน่อมแน้มมาให้ดู

เห็นแล้วก็ขำ....!!


โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 10:49:52 น.] ( IP = 124.121.110.193 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ] [ 2 ]

ข้อความ 1



การ์ตูนชุดนี้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ คนอ่านชอบมาก เพราะเขียนเรื่อง " เย้ยทฤษฎีบริหาร "

โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 10:55:59 น.] ( IP = 124.121.110.193 : : )

ข้อความ 2

เยี่ยมครับ เส้นสายสวยงาม
น่ากลับมาเขียนอีกนะครับ

โดย หม่อง [19 ก.ย. 2553 , 10:56:07 น.] ( IP = 119.31.121.87 : : )

ข้อความ 3



กฎแห่ง
ความเหมาะสม
(Law of Situation)
ของ Mary Parker Follet











นักวิชาการหญิงเก่งคนนี้มีผลงานออกมามากมายในช่วง พศ. 2463 – 2473 โดยงานส่วนใหญ่ของเธอมักจะเป็นเรื่องการนำจิตวิทยามาใช้ในการบริหารธุรกิจ เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าการที่งานชิ้นหนึ่งๆจะสำเร็จลงได้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจประสานกันให้เป็นหนึ่ง โดยแกเชื่อว่าคนทุกคนในองค์การนั้นมีความสำคัญและถูกนับเป็นหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และที่สำคัญจะต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกด้วย ซึ่งนับว่าเธอเป็นคนที่ให้เกียรติและให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงานทุกคน โดยมิได้ถือว่าคนนั้นมีความสำคัญกว่าคนนี้ และคนนี้น่าจะมีความสำคัญกว่าคนโน้น โดยเธอได้สรุปกฎของความสำเร็จในการทำงานออกได้เป็น 2 ข้อดังนี้คือ

กฎของสถานการณ์(Law of Situation)
หมายความว่าหัวหน้ากับลูกน้องจะต้องมีความรู้สึกที่ดีและมีบรรยากาศของการทำงานแบบร่วมมือกัน สภาพของการทำงานจะต้องไม่ให้ลูกน้องรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกบังคับให้ทำงาน แต่ลูกน้องจะต้องมีความรู้สึกว่างานที่ทำอยู่นั้นตนเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการผลักดันงานนั้นให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมาย ดังนั้นไม่ว่าการสื่อสารก็ควรเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง กล่าวคือ เมื่อลูกพี่สั่งการไป ลูกน้องก็สามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างสะท้อนกลับมาได้ ไม่ใช่ว่าลูกพี่สั่งอะไรไปแล้วห้ามขัด หากผู้ใดขัดขืนหรือมีความคิดเป็นอย่างอื่น จะถูกตั้งข้อหาว่าเถียงหรือไม่ก็ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาทันทีนอกจากการสื่อสารระหว่างการทำงานจะต้องเป็นแบบ 2 ทางแล้ว Follet กฎอีกข้อก็คือ ในการทำงานนั้นจะต้องให้ลูกน้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดในการกำหนดนโยบาย ทั้งนี้เพราะจะสร้างให้เขามีความรู้สึกถึงความสำคัญและที่สำคัญเขาจะรู้สึกว่านโยบายเหล่านั้นเขาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดนโยบาย ดังนั้นปัญหาในเรื่องการขัดขืนหรือในเรื่องของความขัดแย้ภายในองค์ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หัวหน้างานมีเป้าหมาย(Goal)ว่าจะต้องทำกำไรจากการขายสินค้าให้กับบริษัทปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 20% แทนที่หัวหน้างานจะฟันธงสั่งเปรี้ยงๆ เพื่อความรวดเร็วจะได้แยกย้ายกันไปทำงานซะงานจะได้เสร็จ ในกรณีนี้หัวหน้างานควรเรียกลูกน้องที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมปรึกษาหาลือ ว่าเอ..อ..หากบริษัทเราจะต้องการกำไรเพิ่มขึ้นในปีนี้อีกสัก 20% พวกคุณเธอทั้งหลายมีความคิดอย่างไร? บางคนคอนเซออาจบอกว่าเราทำไม่ถึงหรอก ขืนจะให้โตอีกตั้ง 20%มีหวังพวกลูกน้องคงต้องทำงานกันตัวเหลืองเป็นจิ้งจก ส่วนพวกหัวก้าวหน้าก็อาจจะตอบกลับมาว่า หนูว่ามันมีความเป็นไปได้นะคะ แต่บริษัทเราจะต้องปรับปรุงระบบงานตรงนั้นอีกสักนิด เปลี่ยนระบบงานตรงนั้นอีกสักหน่อย เพราะการที่พวกเขามีโอกาสร่วมกำหนดนโยบายเหล่านี้ มันจะสร้างความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ แต่คุณต้องเปิดใจรับฟังเหตุผลของพวกเขาบ้างว่าสิ่งที่เสนอมานั้นมีเหตุมีผลสมควรประการใด แล้วคุณก็ต้องคอยตะล่อมให้เข้ามาอยู่ในกรอบที่เห็นสมควรที่สุด แล้วคุณต้องระลึกไว้เสมอว่าในระหว่างที่นำนโยบายไปปฏิบัตินั้น หากมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมก็ควรรับฟัง Follet พิสูจน์มาแล้วว่าการทำงานทั้งหมดจะได้รับความร่วมมือจากลูกน้องด้วยดี ไม่มึนอย่างที่ควรจะเป็น

กฎของการรวมตัวกัน(Law of Integration)
หากคุณพยายามแล้วพยายามอีกตามกฎข้อแรก แต่เจ้าลิงทโมนทั้งหลายยังดื้อดึงขัดแย้งไปกันคนละทิศละทาง Follet แกบอกว่าต้องใช้กฎข้อที่ 2 ของแกนี่แหละ คือ ต้องทำให้เจ้าลิงทโมนเหล่านั้นรวมตัวกันให้ได้ วิธีการนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี คือ
ครอบงำทางความคิด(Domination)มันเลย ทั้งนี้เพราะในโลกแห่งการทำงานนั้น เป็นเรื่องธรรมดาครับที่จะต้องมีบางคนชอบแหกกฎแหกระเบียบ แต่จะเป็นแค่คนกลุ่มน้อยเท่านั้นมีไม่มาก ดังนั้นคุณต้องครอบงำเลยอาจจะด้วยการให้ข้อมูลในด้านบวกสำหรับแนวทางที่องค์การเลือก แล้วอาจจะให้ข้อมูลในด้านลบในแนวทางที่องค์การไม่เลือก เอากันจะๆพวกหัวแข็งเหล่านี้ก็จะทุเลาๆลงเอง
นอกจากนั้นการบูรณาการความขัดแย้งให้เป็นเรื่องเดียวกันซะอาจจะช่วยให้เกิดการรวมตัวกันได้นะครับ
สุดท้ายการประนีประนอม(Compromising)หรือบางครั้งอาจจะต้องใช้วิธีบังคับอีกฝ่ายหนึ่งให้ยอมรับหากจำเป็น เรียกว่าคุยกันดีๆก่อน หากยังไม่รู้เรื่องก็ต้องใช้ลูกบังคับกันเลยครับ โดยอาจจะใช้คำพูดที่แสนน่ารักและสุภาพกินใจว่า คนส่วนใหญ่เค้าจะไปทางนี้แต่หากคุณยังไม่ยอมรับก็เฉดหัวไปซะ!!



โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 10:57:48 น.] ( IP = 124.121.110.193 : : )

ข้อความ 4



ทฤษฎี
พัฒนาบุคลิกภาพ
(Personality Development Theory)
ของ Chis Argyris

วันหนึ่งขณะที่ Argyris เข้าไปศึกษาพฤติกรรมภายในองค์การหนึ่งอยู่นั้น เค้ามีความรู้สึกว่าบุคลากรในองค์การที่เค้ากำลังศึกษาอยู่นั้น บางคนก็เยินยอองค์การของตนว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ เอาเป็นว่าชื่นชมงานที่ตัวเองทำอย่างขึ้นสมองเลยล่ะ แต่ก็มีบางคนนะครับที่ดูอาการไม่ค่อยจะแฮปปี้กับงานที่ตัวเองทำสักเท่าไหร่ เขาจึงเกิดอาการสงสัยอยากรู้อยากเห็นแบบคนช่างสอดว่า อะไรเป็นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนนั้นชื่นชอบองค์การแต่ในทางตรงกันข้ามอีกคนกลับรังเกียจเดียดฉันท์องค์การยังกะกำลังอยู่ในนรกสักขุมที่ยี่สิบอะไรอย่างงั้นแหละ และแล้วเขาก็ถึงบางอ้อว่าสาเหตุนั้นมาจาก 2 ปัจจัยคือ

ภาวะวัยเด็ก(Infancy)
โดยปรกติธรรมชาติของมนุษย์จะเริ่มจากสภาวะวัยเด็กไปสู่ภาวะการมีวุฒิภาวะ เด็กที่จบมหาวิทยาลัยใหม่ๆแล้วเพิ่งเริ่มชีวิตในการทำงานมักจะต้องผ่านสภาวะอย่างนี้ทุกคน จะมากบ้างน้อยบ้างขึ้น จะผ่านไปในเวลาอันสั้นหรือว่าเป็นนิสัยถาวรซึ่งคนแถวบ้านผมเขาเรียกว่า สันดาน นั่นแหละครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สั้นไวไม่เท่ากัน วุฒิภาวะอย่างนี้ Argyris เรียกมันว่า ภาวะวัยเด็ก ปรากฏการณ์ที่คุณจะสามารถสัมผัสได้ในระหว่างที่ร่วมงานกับบุคคลประเภทนี้ คือ เฉื่อยชา ชอบพึ่งพาคนอื่น มีพฤติกรรมไม่สลับซับซ้อน ไม่สนใจเรื่องลึกซึ้ง มองปัญหาแค่เฉพาะหน้า ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่เชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้นสิ่งที่คุณจะทำได้นอกเหนือจากการไม่รับคนพวกนี้เข้ามาร่วมงานด้วยก็คือ คุณต้องสอนงานพวกเค้าครับ และให้เวลาเป็นตัวช่วยเพิ่มวุฒิภาวะของเค้าเท่านั้นเอง มันทำอย่างอื่นคงไม่ได้มากกว่านี้ แต่ขอกระซิบแบบคนสนิทว่าทางที่ดีอย่ารับเข้ามาร่วมงานเลยดีที่สุด ปล่อยให้พวกนี้ไปหาประสบการณ์จากองค์การเล็กๆก่อน เพราะองค์การเล็กๆเค้าไม่ค่อยมีสิทธิ์เลือก จึงไว้เป็นที่ฝึกวิทยายุทธ์ของพวกวุฒิภาวะน้อย แต่พอมันเก่งได้ที่แล้วค่อยฉกมา ผมสอนตำรับขโมยแล้วอย่าไปบอกใครเขาล่ะครับ

ภาวะบรรลุนิติภาวะ(Maturity)
โดยปรกติองค์การทุกองค์การต้องการได้คนที่มีวุฒิภาวะแล้วเข้ามาทำงาน เนื่องจากบุคลากรพวกนี้มีความพอใจในตัวของตัวเอง เข้าใจตัวเอง ไม่เพ้อเจ้อล่องลอยอยู่ในอวกาศแบบพวกวุฒิภาวะแบบเด็กๆว่างั้นเถอะ พวกนี้เริ่มมีความต้องการความก้าวหน้า เริ่มมีความต้องการความสำเร็จในอาชีพการงาน สังเกตได้ว่าการที่คนเราเริ่มมีวุฒิภาวะนั้น บุคลิกจะเปลี่ยนแปลงไปจากการเก็บตัวเป็นการกลาแสดงออกขึ้น จากการที่เคยปฏิบัติงานได้อย่างจำกัด กลายเป็นมีความสามารถและไม่รังเกียจถ้าจะต้องทำงานที่มีความหลากหลายจากสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบไปบ้าง จากที่เคยมองอะไรสั้นๆแคบๆก็เริ่มเข้าใจสภาวะภายนอกจึงเปลี่ยนแปลงที่จะมีวิสัยทัศน์ยาวและกว้างไกลขึ้น ลึกซึ้งขึ้น รู้จักการควบคุมอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะปรากฏในพฤติกรรมเวลาร่วมงานด้วยก็เช่น ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่พึ่งพาคนอื่น มีพฤติกรรมที่สลับซับซ้อน สนใจในเรื่องที่ลึกซึ้งขึ้น มองการณ์ไกล เป้นตัวของตัวเอง มีวุฒิภาวะในการควบคุมตนเองได้

ทีนี้รู้รึยังล่ะครับว่า ทำไมบริษัทใหญ่ๆเค้าจึงไม่ค่อยอยากรับคนที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปทำงาน ใช่ว่าเค้ากลัวว่าเด็กจบใหม่จะไม่มีความรู้ที่จะทำงานได้ แต่เค้ากลัววุฒิภาวะวัยเด็กของคนพวกนี้ต่างหาก ผมเองเคยเจอะมาแล้วคุณรู้มั้ยว่าเส้นประสาทกี่เส้นกี่เส้นลั่นดังเปรี๊ยะๆๆครบทุกเส้นเลยล่ะครับ


-ขอบคุณมากท่านหม่อง เมื่อวานนั่งคุยกันที่บ้านแอ๊ด เรื่องเคยเขียนการ์ตูน ใน นสพ.รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เพียบจนเวียนหัว เลยไปค้นๆงานเก่าๆที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือมาดู ขำกลิ้งในฝีมือสมัยยังหน่อมแน้ม .........

โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 11:17:42 น.] ( IP = 124.121.110.193 : : )

ข้อความ 5



ทฤษฎีผู้นำ
(Leadership Theory)

ในองค์การแห่งการทำงานนั้น จะต้องมีพวกหนึ่งคือเป็นพวกคิด และอีกพวกหนึ่งคือเป็นพวกทำ ดังนั้นคนสองพวกนี้ บ่อยครั้งที่เกิดการปีนเกลียวกัน เพราะพวกคิดไม่ได้ทำ แล้วพวกทำก็ไม่ได้คิด พวกคิดก็ว่างานของตนหนัก จึงควรมีรายได้สูงเพื่อให้คุ้มกับความเหนื่อย ส่วนพวกทำก็ว่า ตนทำงานทั้งวันได้พันห้า ไอ้หน้าแหลมนั่นเดินไปเดินมาได้ห้าพัน แต่ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ผู้ใดออกกฎหมาย เนื้อหาของกฎหมายมักเข้าข้างผู้ที่มีอำนาจในการออกเสมอ ดังนั้นเมื่อพวกคิดที่เป็นผู้คิดเรื่องเงินเดือน จะมาให้ผู้ทำได้มากกว่าได้ยังไง? ขืนเป็นอย่างนั้น ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ว่า ก็ต้องเผาทิ้งกันล่ะไช่มั้ยครับ?

โรเบิร์ด เบลค และ เจนส์ โมตัน(Robert Blake & James Mouton)ได้ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมกลุ่มพวกคิด ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น ผู้นำ สุดท้ายแกสองคนก็ฟันธงว่า ในโลกนี้ มีผู้นำอยู่ด้วยกัน 2 แบบเท่านั้น คือ

ผู้นำที่เอาคน(Considerations)
พฤติกรรมของผู้นำประเภทนี้ คือแกจะให้ความสำคัญกับเรื่องของความรู้สึก เรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้อง เรื่องของความก้าวหน้าของลูกน้อง เรียกว่าแกจะแคร์ลูกน้องมาก ขอให้ลูกน้องทำงานเรียบร้อยเถอะ แกจ่ายแหลก เพื่อลูกน้องเท่าไหร่เท่ากัน บางครั้งงานไม่เสร็จตามกำหนด หากลูกน้องมีเหตุผลที่สมควร ผู้นำพวกนี้จะเข้าใจและพร้อมที่จะให้อภัยกับความล่าช้าเหล่านั้นเสมอ ผู้นำแบบนี้ลูกน้องจะรัก พร้อมที่จะทำงานให้แบบถวายชีวิตกันเลยทีเดียว ประเภทว่า มาทำงานสายหน่อยเพราะต้องส่งลูกไปโรงเรียนก่อน หรือ หากลูกน้องทำงานนี้สำเร็จ เอาไปเลยตั๋วเครื่องพร้อมพ๊อตเก็ตมันนี่ ไปให้สนุก แล้วกลับมาลุยงานให้แกหลังจากที่กลับมาแล้ว

ผู้นำที่เอางาน(Initiating Structure)
พฤติกรรมของผู้นำอีกประเภท จะตรงกันข้ามกับพวกแรก เพราะผู้นำพวกนี้จะมีพฤติกรรมเอางานมาก่อน ฝนจะตกฟ้าจะถล่ม รถไฟจะชนกันมีคนตายเป็นร้อยที่หน้าบ้าน เอ็งอย่าได้เข้าไปยุ่ง หน้าที่ของเอ็งคือ ต้องมาทำงานให้ทัน จะมาอ้างว่าเมื่อคืนรถสิบล้อวิ่งมาชนประตูรั้ว เลยเสียเวลาไปแจ้งความ เลยมาทำงานสาย หากเจอผู้นำกลุ่มนี้เอ็งตายลูกเดียว เมื่อมาถึงที่ทำงานแล้ว งานที่สั่งต้องรีบทำให้เสร็จ นัดวันไหนต้องได้วันนั้น ขืนช้า ตายกันอีกครั้ง หากมาเช้า ทำงานเสร็จ ผู้นำพวกนี้คิดเพียงว่า มันเป็นหน้าที่ที่เอ็งต้องทำอยู่แล้ว หากทำไมเสร็จซิ เรียกว่าบกพร่อง ดังนั้นเรื่องรางวัลจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอามาพูดหรือคิดกัน จะบินไปเที่ยวเหรอ อย่าว่าแต่ตั๋วฟรี เงินพ๊อตเก๊ตมันนี่ ผู้นำพวกนี้จะถามว่า จะไปเที่ยวน่ะ งานเสร็จรึยัง? มีเวลาว่างมากนักรึไง? กลับมาต้องให้งานมันเข้าไปอีก เพราะเราคงให้งานมันน้อยไป มันจึงมีเวลาว่าง โน้น..น…คิดไปโน่น

เจ้านายคุณมีพฤติกรรมประเภทไหน? หากคุณต้องการความก้าวหน้าก้ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากคุณมีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของเจ้านาย ผมขอแนะนำว่าคุณควรเปลี่ยนงานซะเถอะ เพราะดูแล้วอนาคตคุณไม่รุ่งหรอก เชื่อผมซิ !!


-เดี๋ยวจะค้นการ์ตูนการเมืองมาให้ดู เขียนจนรัฐมนตรีคนหนึ่งสมัยเมื่อ เกือบ 30 ปีที่แล้ว ส่งคนจะมาตืบถึงบนโรงพิมพ์ พอเค้าเห็นหน้าเรา เค้าบอกว่าไม่นึกว่าจะเด็กขนาดนี้ ทำไม่ลง รอดตายเพราะอายุยังไม่ถึงคาด....เหอะๆๆๆๆ

โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 11:22:57 น.] ( IP = 124.121.110.193 : : )

ข้อความ 6

การนำจิตวิทยา มาใช้ในงานบริหาร
(Human Management Theory)

ผลจากการศึกษาวิจัย ด้วยวิธีการทดลองคนงานที่ทำงานในฝ่ายผลิต ที่โรงงานฮาวทอน(Hawthorne) เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา โดยนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งที่นำโดยเอลตัน เมโย(Elton Mayo) ปรากฏว่าผลจากการทดลองนี้ กลายเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ที่ต่อยอดจากการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนว่า การจะให้ลูกน้องทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างถวายหัวนั้น ต้องเสริมด้านกำลังใจด้วย เรียกว่า เงินนั้นก็ใช่แต่ใจต้องสั่งมา นักคิดนักค้นกลุ่มนี้ก็อย่างเช่น เอลตัน เมโย, มาสโลว์(Maslow)เจ้าของทฤษฎีระดับชั้นความต้องการของคนที่โด่งดัง แมคเกรเกอร์(McGregor)ที่ทฤษฎีX-Yของเขาบอกว่าลูกน้องนั้นมีทั้งดีและที่ชอบเบี้ยว ฯลฯ โดยสรุปแล้วการนำจิตวิทยามาใช้ในงานบริหารจัดการ พอสรุปได้ดังนี้ครับ

ผู้นำต้องเจ๋ง
หมายความว่า ในการบริหารแนวนี้นั้น ภาวะผู้นำ(Leader Ship)มีความสำคัญมาก เพราะผู้นำจะต้องคอยกระตุ้น คอยปลุกเร้าอยู่ตลอดเวลา หากเมื่อใดลูกน้องขาดแรงเร้าเหล่านี้ จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานตกต่ำลงไปด้วย

บางครั้งต้องไม่เป็นทางการ
แนวทฤษฎีนี้เชื่อว่า หัวหน้ากับลูกน้องอย่าเล่นบทในหัวโขนมากเกินไป ในบางครั้งหรือบางโอกาส อาจต้องมีการพูดคุยพบปะสังสรรค์กันอย่าง ไม่เป็นทางการ(Informal)บ้าง เพื่อให้ลูกน้องมีขวัญและกำลังใจ คุณเห็นทหารมั้ย? เวลาในที่ทำงานเขาสั่งกันแบบเปรี้ยงๆๆ ขืนขัดคำสั่งนาย เค้าขังลืมเลยนะคุณ แต่บางทีต้องมีลูกหยอด เวลาลูกน้องป่วยนอนกระแด๊กๆเพราะเหียบกับระเบิด เค้ายังต้องถอดเครื่องแบบแล้วไปเยี่ยมแบบไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจว่าลูกพี่ยังรู้สึกห่วง หายป่วยแล้ว มันจะเสนอตัวขอไปตายในแนวหน้าเลยล่ะพวกเนี๊ยะ

ให้ร่วมในการตัดสินใจ
แนวทฤษฎีนี้ค้นพบว่า การที่ลูกน้องได้มีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเรื่องของการกำหนดนโยบาย หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เขาจะรู้สึกถึงความมีคุณค่าในตัวเขาที่ผู้บริหารมองเห็น ดังนั้นเขาจะภูมิใจ กระหยิ่มยิ้มย่อง เขาจะทำงานที่เขามีส่วนร่วมอย่างถวายหัวเลยล่ะ ไม่เชื่อลองดูซิ!!

สร้างพลังกลุ่ม
การที่ลูกพี่ปลุกเร้าอยู่เสมอว่า เราต้องสู้ เราต้องชนะ ดูอย่างทหารเปิดเพลงปลุกใจกรอกหูไอ้เณรกันวันละหลายเวลา มันจะสร้างให้เกิดพลังกลุ่ม แนวทฤษฎีนี้ค้นพบว่า หากมีพลังกลุ่มเมื่อไรแล้วละก็ อำนาจมันยิ่งใหญ่มหาศาล พวกทหารกับพวกปลุกระดมมวลชนจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ลูกน้องมีทั้งดีและขี้เบี้ยว
ถึงผู้นำจะเจ๋ง ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องก็มีคุยกันนอกรอบเสมอ แถมเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมก็แล้ว พวกส่วนใหญ่เค้าเฮๆตั้งใจทำงานกัน แต่แนวทฤษฎีบอกว่า พวกชอบเบี้ยวงานคุณก็จะต้องเจอ แต่มีส่วนน้อยเท่านั้น ดังนั้นคุณต้องมีวิธีการจัดการกับไอ้พวกชอบเบี้บวเหล่านี้ เช่น สั่งแล้วต้องคุม คุมไม่ให้กระดิก

อย่าทิ้งระบบ
แต่สุดท้ายของแนวทฤษฎีกลุ่มนี้ก็คือ องค์การต้องมีระบบการบริหารจัดการที่แน่นอน แต่ก็พร้อมที่จะต้องยืดหยุ่นตามสถานการณ์


- แถมการ์ตูนชุด เย้ยทฤษฎีบริหาร อีกสักชิ้น
แต่ต้องขอขอบใจมากนะแอ๊ด ที่ครั้งหนึ่งเคยชมเราว่า " มันเขียนการ์ตูนได้ว่ะ " เพราะหลังจากวันนั้นเพียง 3-4 ปี เราก็เป็นนักเขียนการ์ตูน 5555

โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 11:35:13 น.] ( IP = 124.121.110.193 : : )

ข้อความ 7


การบริหาร
แบบวิทยาศาสตร์
ของ Frederic Taylor

เฟรดเดอริค เทเลอร์(Frederic Taylor) เป็นวิศวกรชาวอเมริกัน เค้าเป็นคนที่คิดวิธีการจัดการ โดยเอาเรื่องช่วงเวลาในการทำงานมาสัมพันธ์กับชิ้นงานที่ผลิตขึ้น จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ วิธีการจัดการของเขาทั้งๆที่ผ่านมาแล้วเกือบ 130 ปี แต่การผลิตในโรงงานที่ฮึ้มๆกันอยู่ในปัจจุบันเกือบทั่วโลก ก็ยังนำแนวคิดในการจัดการแบบนี้มาใช้ควบคุมในกระบวนการผลิต ฐานคิดก็ง่ายๆ ดังนี้ครับ

หาเวลามาตรฐาน
ก่อนดำเนินการผลิตชิ้นงานใหม่ทุกครั้ง จำเป็นต้องหาเวลามาตรฐานในการผลิตผลงานชิ้นนั้นๆก่อนทุกครั้ง ที่นิยมก็ใช้วิธีการแอบจับเวลาในการทำงานของพนักงาน โดยจะจับหลายๆครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ยว่า ผลงานชิ้นหนึ่งนั้นควรจะต้องใช้เวลาในการทำงานนานเท่าไร เมื่อได้เวลามาตรฐานแล้วก็เอามาเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่า วันหนึ่ง 8 ชั่วโมงการทำงานควรจะได้งานกี่ชิ้น เช่น แอบจับเวลาการขนดินของคนงานที่กำลังขนดินกันอยู่ แล้วหาค่าเฉลี่ยเพื่อเป็นเวลามาตราฐานได้ว่าในการขุดดินของคนงาน 1 เที่ยวจะใช้เวลา 30 นาทีโดยขนได้เที่ยวละ 2 คิว ดังนั้น 1 ชั่วโมงต้องได้ 4 คิว วันหนึ่งมี 8 ชั่วโมงควรจะได้ผลงานอย่างน้อย 32 คิว โดยเทเลอร์จะเรียกวิธีการอีแบบนี้ว่า Tine and Motion Study

ค้นหาหนทางให้ดีขึ้น
วันนี้ทำได้ 32 คิว พรุ่งนี้ควรต้องได้มากกว่านี้ หัวหน้างานมีหน้าที่ค้นหาวิธีการที่จะทำให้การทำงานเร็วขึ้น และได้ชิ้นงานมากขึ้น โดยเค้าเรียกว่า One Best Way กล่าวคือ หัวหน้างานจะต้องหาทางปรับปรุงให้คนงานสามารถผลิตชิ้นงานเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา ขืนหัวหน้างานไม่มีกระตือรือล้นในการค้นหาหนทางหรือวิธีการให้ดีขึ้น ผู้บริหารจะแอบกระซิบอย่างชื่นชมที่ข้างหูว่า “วันนี้ผมมีคนที่ทำงานนี้ดีกว่าคุณแล้ว”

จ่ายเงินตามปริมาณชิ้นงาน
บางคนจึงตั้งสมญานามแกซะเก๋ไก๋ว่าแกคือ เจ้าพ่อ Direct Cost ตัวจริงเสียงจริงรุ่นเนื้อผงข้าวสุกเลยทีเดียว เพราะการจ่ายเงินจะจ่ายตามปริมาณชิ้นงานที่ทำได้ ทำน้อยได้รับน้อย ทำมากจะได้รับมาก จ่ายเหมาวันแบบที่เห็นๆ เช่น เหมาจ้างวันละ 130 หรือ 140 บาทต่อวันนั้นไม่มีได้แอ้มหรอก คนงานขี้เกลียดร้องว่าโหด แต่คนงานที่ขยันบอกว่าแฟร์ดี

หัวหน้าคือคนวางแผน
หัวหน้าคือคนวางแผน คนงานเป็นคนทำงานตามแผน แยกกันค่อนข้างเด็ดขาด ขืนคนงานสะเออะแสดงความคิดเห็น รางวัลมีสถานเดียวคือ ไล่กลับไปเลี้ยงหลานที่บ้าน

ระบบการควบคุมฟิตเปี๊ยะ
ภาพรวมของงานทั้งหมดโดยเมื่อรู้เวลามาตรฐานในการผลิตชิ้นงานแล้ว จึงจะถูกคำนวณชิ้นงานที่ควรจะได้ จำนวนเงินที่ควรจะจ่าย ดังนั้นระบบการควบคุมในการทำงานจึงฟิตเปี๊ยะ ขืนงานไม่ได้ตามเป้าที่คำนวณเอาไว้ หัวงานจะหงอยส่วนคนงานจะหงิกเพราะจะโดนลูกพี่ถอนหงอก

จากที่เล่าให้ฟังมาทั้งหมด นักวิชาการในยุคหลังๆหลายคนจึงประนามว่าเทเลอร์ คือ คนที่เห็นคนเป็นเครื่องจักร เห็นมนุษย์เป็นโรบ๊อท จิตใจหยาบกระด้าง มนุษย์คนนี้ไม่เคยแคร์เรื่องความรู้สึกของผู้ร่วมงานด้วยกันเลย ซึ่งครั้งหนึ่งเค้าเคยแทบจะเอาตัวไม่รอดเพราะกฎหมายบ้านเมืองเวลานั้นตั้งข้อหาเค้าว่ากดขี่แรงงาน แต่ในทางบริหารแล้วเค้าคือนักการจัดการแบบวิทยาศาสตร์นามเขื่อง ที่โรงงานต่างๆในปัจจุบันนี้แทบจะทั่วโลกก็ยังคงใช้วิธีการของเขาในการควบคุมสายการผลิต วันนี้แค่ผู้บริหารระดับต๊อกต๋อยหากไม่รู้จัก Time and Motion Study ผมว่าแกคงจะรุ่งในอาชีพหัวหน้างานนั้นยากเต็มที

โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 12:38:45 น.] ( IP = 124.122.22.163 : : )

ข้อความ 8



มานั่งดูงานเขียนเก่าๆ ก็ขำ
ฝีมือช่วงนั้นมีอยู่แค่เนี๊ยะ ก็ยังอุตส่าห์เอาตัวรอดมาได้

จำได้ว่าวันรับปริญญาเห็นเพื่อนๆบางคนใส่ชุดขาว เลยอยากใส่บ้าง เลยไปสอบบรรจุที่วิทยาลัยครูแห่งหนึ่ง สอบได้แล้ว เค้าบอกว่าเงินเดือน 2,750 บาท + ค่าครองชีพอีก 200 มานั่งคิดอยู่หลายวันเลยต้องสละสิทธิ์ เงินเดือนจากโรงพิมพ์ 5-6 แห่ง รวมๆกันจากเขียนการ์ตูนหน่อมแน้มพวกนี้สี่หมื่นกว่าแล้ว บุญของเราคงไม่ถึง ที่จะได้ใส่ชุดขาวอย่างเพื่อนๆเค้า

55555555

โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 12:50:55 น.] ( IP = 124.122.22.163 : : )

ข้อความ 9


สารพัดลายเซนต์ เพื่อแลกกับเงิน 55555
วันนี้มานั่งนึกดู แล้วเสียวสันหลัง ( มันรอดมาได้ยังไงฟะเนี่ย ) เพราะวันๆ นั่งคิดแต่พ๊อดด่าและเสียดสี ชาวบ้านเพราะคนอ่านชอบ

หากย้อนเวลากลับได้ คงไม่เลือกเส้นทางสายนี้
ที่บ่อยครั้ง แทบจะเอาชีวิตไม่รอด นักการเมืองท่านใดที่โดนกระพ้มกระหน่ำไว้เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว วันนี้หักปากกาแว้วววววว คร๊าบบบบบบ

สัตว์โลกอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย สาธุ






โดย ทิก [19 ก.ย. 2553 , 13:14:44 น.] ( IP = 124.122.22.163 : : )

ข้อความ 10

ฝีมือแค่เนี้ย...ถือว่าไม่ธรรมดาแล้วครับ
แต่ทางเดินที่เราเลือก ถูกต้องเสมอ
ทุกเส้นทางมีเรื่องราวที่ให้เรามีความสุขกับมัน
เรื่องเก่าๆที่ผ่านมา มีไว้ยิ้ม หัวเราะ เวลานึกถึงมันเท่านั้น...

โดย หม่อง [19 ก.ย. 2553 , 16:16:47 น.] ( IP = 110.49.205.238 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด