View Topic

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code


สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


เหนื่อยใจ




โรคไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia) กับการปลูกถ่ายไขกระดูก

โรคไขกระดูกฝ่อเป็นโรคที่ไขกระดูกไม่สร้างหรือสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดน้อยหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดหายไป เมื่อมีเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ ออกซิเจนก็ไม่สามารถถูกลำเลียงไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายได้ ถ้าเม็ดเลือดขาวต่ำ ร่างกายก็ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้และเกล็ดเลือดเป็นตัวที่จะช่วยห้ามเลือด

อาการสำคัญ
เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง จ้ำเลือด เลือดออกง่าย เป็นไข้ ติดเชื้อง่าย แม้จะมีอาการหลายอย่างคล้ายโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว(Leukemia) แต่ไม่ใช่มะเร็ง เมื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเลือด เม็ดเลือดลดลงทั้ง 3 ชนิดและเมื่อตรวจไขกระดูก ไม่พบมีเซลล์เม็ดเลือดเหลืออยู่

สาเหตุ
แม้ยังไม่สามารถพบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลักฐานหลายตัวที่บ่งชี้ถึงปัจจัยที่ที่เข้าไปทำลายการสร้างเม็ดเลือด ไม่ว่าจะป็นสารเคมี ยาเคมีบำบัด เบนซิน บุหรี่ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชชพืช แสงรังสี ไวรัสตับอักเสบ Hellicobacter โรคทางพันธุกรรม เชื้อHIV เชื้อโรคEpstein-Barr virus แม้ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้ไขกระดูกฝ่อ แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดโรค

การรักษา
ในอดีตเคยเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่มีเงื่อนไขคืออายุของผู้ป่วยควรต่ำกว่า 50ปีหรือถ้ามากกว่า ก็ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้ โดยผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อที่ตรงกันทุกตัวจากพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาสหายขาดได้ถึง70-90% สำหรับผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อตรงกันทุกตัวจากอาสาสมัครโอกาสที่หายก็ลดลงเหลือ 20-30%

ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปีหรือไม่สามารถหาเนื้อเยื่อที่ตรงกันได้ สามารถใช้วิธีการให้ยากดภูมิ โดยการให้ยา Antithymocyte Globulin(ATG) โดยยานี้จะไปเพิ่มขบวนการผลิตเม็ดเลือดให้คืนสู่สภาพปกติหรือเม็ดเลืดอยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตตามปกติได้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นประมาณ 50%
Graft-versus-host disease(GVHD)ภาวะแทรกซ้อนเบื้องต้นของการปลูกถ่ายไขกระดูกสำหรับผู้ป่วยโรคไขกระดูกฝ่อ คือโรคGVHDโดยไขกระดูกของผู้บริจาคจะโจมตีอวัยวะและเนื้อเยื่อของผู้ป่วย ทำลายความสามารถในการทำงานของอวัยวะต่างๆและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อาจเป็นชั่วคราวหรือถึงขั้นชีวิต โรคนี้มีทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรังผู้ป่วยอาจเป็นอย่างหนึ่งแล้วพัฒนาไปสู่อีกชนิดได้หรือไม่เป็นเลย ชนิดฉับพลันมักเกิดขึ้นระหว่าง 3 เดือนแรกหลังการปลูกถ่าย ส่วนชนิดเรื้อรังจะพัฒนาหลังการปลูกถ่าย 3 เดือน

อาการเริ่มแรกของชนิดฉับพลันคือเกิดผื่นคันขึ้นตามผิวหนังที่มือหรือเท้า อาจจะกระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย พัฒนาเป็นสีแดงคล้ายโดนแดดเผา ผิวหนังอาจลอกหรือเป็นแผลพุพอง ตะคิว คลื่นไส้และท้องร่วงเป็นน้ำหรือเลือด เป็นสัญญาณที่ชี้ถึงGVHDแบบฉับพลันในท้องหรือลำไส้ ถ้าโรคนี้กระทบถึงตับ ผู้ป่วยจะมีอาการดีซ่านคือผิวหนังและตาเหลือง นอกจากนั้นยังโจมตีต่อมต่างๆเช่นเยื่อบุเมือก ต่อมน้ำลาย ผู้ป่วยอาจรู้สึกตาแห้งหรือปวดตา ปากและคอแห้ง ความรู้สึกเหมือนปากไหม้เมื่อใช้ยาสีฟันหรือกินอาหารรสจัด ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ปวดท้อง น้ำหนักลด นอกจากนั้นยังกระทบตับและปอด มีอาการปอดบวม หอบ หรือหลอดลมย่อยอักเสบ
ผู้ป่วยที่เป็นแบบเรื้อรังส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านผิวหนัง เช่น แห้ง ผื่นแดงและคัน สีผิวหนังเปลี่ยน ผิวหนังตึงข้อต่อต่างๆตึงทำให้ยืดแขนขาลำบาก ผมร่วงหรือผมหงอกเร็วขึ้น
เพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้ แพทย์จะใช้ยากดภูมิ ซึ่งประกอบด้วย Cyclosporine Methotrexate และ/หรือ Predisone แพทย์จะให้ยาเหล่านี้หลังการปลูกถ่ายประมาณ 6 เดือนและอาจยาวขึ้น ถ้าโรคนี้พัฒนาเป็นแบบเรื้อรัง ความเสี่ยงมากน้อยของโรคนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของไขกระดูกและยาที่ใช้ป้องกัน 15-30%ของผู้ป่วยที่ใช้ผู้บริจาคสายเลือดเดียวกันและมีเนื้อเยื่อตรงกันเท่านั้นที่จะเกิดGVHDแบบฉับพลัน ส่วนผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อจากอาสาสมัครนั้นจะมีโอกาสเป็นถึง 70%

สรุป การรักษาผู้ป่วยโรคไขกระดูกฝ่อได้พัฒนาขึ้นอย่างมากใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก่อนปี 1970 ผู้ป่วยเพียง 10% เท่านั้นที่อยู่นานกว่า 1 ปีหลังการรักษา แต่ปัจจุบัน ผู้ป่วยถึง 80% มีชีวิตนานถึง 3-5 ปีหลังการรักษา ผู้ป่วยโรคนี้ควรรีบหาเนื้อเยื่อที่ตรงกันจากผู้บริจาค ควรหลีกเลี่ยงการรับเลือดจากผู้ที่แนวโน้มจะเป็นผู้ให้ไขกระดูกและเลือดที่รับควรฉายแสงทุกครั้ง สถิติที่รักษาผู้ป่วยโรคนี้ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น มีผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

โดย มุมห้อง [28 ส.ค. 2553 , 09:16:11 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ข้อความ 1

โรคไขกระดูกฝ่อ (Aplastic anamia) คือโรคที่ไขกระดูกมีความบกพร่องหรือผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เมื่อเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และส่งถ่ายไปทั่วร่างกายมีน้อย ก็จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเกล็ดเลือดที่มีน้อย ก็จะทำให้เลือดออกได้ง่าย และหยุดยาก และเม็ดเลือดขาวน้อยทำให้ความต้านทานต่อโรคต่ำ
สาเหตุของโรค : เกิดจากการได้รับสารเคมีจากภายนอกร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นผู้ที่ได้รับสารเคมี ประเภทยาฆ่าแมลง หรือพวกที่ทำอาชีพ Stuff แมลง ที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ
การรักษา : ถ้าเป็นชนิด Aplastic anamia รุนแรง จะรักษาได้โดยกาปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น

โดย มุมที่เงียบเหงา [28 ส.ค. 2553 , 09:48:08 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : )

ข้อความ 2

ตัวอย่างหนึ่ง...คือว่า หนูเป็นโรคไขกระดูกฝ่อ (aplastic animea)คือเพิ่งรู้ว่าเป็นตอนประมาณเดือน ตุลาคม ปี52 กินยา androlic มาแล้ว 5 เดือนกว่า คุณหมอบอกต้องกินครบ 6 เดือน นี่กินมาจะครบ 6 เดือนแล้ว แต่ ไขกระดูกยังไม่ผลิต เลือดเลย ตอนนี้ ต้อง ไปให้เลือดบ่อยๆ ทุก 2 อาทิตย์/1 unit อยากถามว่า ถ้ากินยาครบ6เดือนแล้ว อาการ ไม่ดีขึ้น ต้องปลูกถ่ายไขกระดูกไหมคะ แล้ว โครงการปลูกถ่ายไขกระดูก ยังมีอยู่อีกไหมคะ คือ ที่บ้านมีฐานทางการเงินไม่ดี ถ้ามีโครงการอยู่ จะสามารถเข้าสมัครได้ไหมคะ คืออยากหายมากๆ จากคนที่เคยเล่นกีฬาได้ ตอนนี้เล่นไม่ได้เลย อยากกลับไปเล่นกีฬาอีกครั้ง แต่ไม่มีเงินพอที่จะสามารถไปรับการรักษาได้ โครงการ 30 บาท ที่ใช้ก็ไม่ครอบคลุม โรค ไขกระดูกฝ่อ แล้วค่ารักษาก็แพงมาก จะต้องทำยังไงดีคะ ช่วยตอบทีนะคะ

โดย ตัวอย่างหนึ่ง [28 ส.ค. 2553 , 09:55:56 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : )

ข้อความ 3

อีกตัวอย่างหนึ่ง...> Subject: ท่านที่ได้รับเมล์ช่วยฟอร์เวิร์ดต่อให้ผมด้วยครับ

ท่านที่ได้รับเมล์ช่วยฟอร์เวิร์ดต่อให้ผมด้วยครับ ผมชื่อ อาภาพงษ์ ประเสริฐจิต

ตอนนี้แม่ผมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ แม่ผม เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถผลิตเลือดได้เองจะต้องรับการให้ เลือดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหมอได้รักษาโดยให้ยา

ที่เข้าไปทำลายไขสันหลังในร่างกายทั้งหมด และรอให้ร่างกายผลิตไขสันหลังขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ในขณะที่รอ จะต้องทำการให้เลือดและเกล็ดเลือดอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเมื่อแม่ได้รับเลือดและเกล็ดเลือดบ่อยขึ้น ทำให้ร่างกายแม่สร้างภูมิขึ้นมาตัวนึงมันจะต่อต้านเกล็ดเลือดที่ได้รับ

ทำให้เกล็ดเลือดแม่ต่ำลงเรื่อยๆ อันตรายที่เกิดจากเกล็ดเลือดต่ำคือ เลือดจะไม่แข็งตัว

และจะไหลไม่หยุดถ้าเป็นแผล และถ้าเกล็ดเลือดต่ำมากอวัยวะต่างๆในร่างกายของแม่

จะมีเลือดไหลออกมาเอง และที่สำคัญคืออยู่เฉยๆก็อาจจะเกิดภาวะเลือดไหลในสมองได้

ถ้าถึงตอนนั้นก็จบ หมอบอกว่าแม่ต้องได้รับเกล็ดเลือดที่เป็นกลุ่ม O เหมือนแม่ และต้องมีรายละเอียดย่อยที่เข้ากันได้ กับเลือดแม่อีก ซึ่งเกล็ดเลือดที่มีรายละเอียดที่ตรงกับแม่ จะหาได้จากญาติทางสายเลือด ของแม่ หมอบอกว่าในญาติ 100 คน หรือ 1000 คนจะมีเกล็ดเลือดที่ตรงกับแม่ซัก 1 คน

ผมเองได้รวบ รวมญาติที่มีกลุ่มเลือด O มาตรวจว่าเกล็ดเลือดเข้ากับแม่ได้ หรือเปล่าหมอเรียก

ว่าการตรวจ HLA Match platelet แต่โชคร้ายของผม และพ่อผม ไม่มีใครเลยที่

เกล็ดเลือดเข้ากันได้กับแม่ และหมอก็บอกอีกว่าถ้าไม่ใช่ญาติทางสายเลือดแล้วจะมีโอกาสตรงกันแค่

หนึ่งในแสนหรือหนึ่งในล้าน มันมีโอกาสที่น้อยมาก

แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสด้วยเหตุนี้ล่ะครับ ที่ผมได้ตัดสินใจ เขียนหาท่าน เผื่อจะมีใครคนนึง ที่มีเกล็ดเลือดที่

ตรงกับแม่ผมสามารถเข้ากับแม่ผมได้ และยินดีที่จะบริจาคเกล็ดเลือดให้แม่ผม ผมได้ติดต่อที่สภากาชาดแล้ว เจ้าหน้าที่หมอและพยาบาล(ใจดี) เขาได้ให้คำแนะนำว่า ผู้ที่สามารถบริจาคเกล็ดเลือดได้ต้องเป็นผู้ชายสุขภาพแข็งแรงและเคยบริจาคเลือดที่สภากาชาดอย่างน้อย 2 ครั้งติดกัน

แม่ผมมีเลือดกลุ่ม O ( โอ) ตอนนี้ทางโรงพยาบาลจุฬาได้ร้องขอเกล็ดเลือดที่เข้ากันได้กับของแม่ ไปที่สภากาชาดแล้ว ถ้าท่านยินดีที่จะช่วยเหลือแม่ของผมและมีเลือดกลุ่ม O ( > โอ) ท่านสามารถไปบริจาคเกล็ดเลือดที่สภากาชาดได้เลยครับถ้าเกล็ดเลือดของท่านเข้ากันได้กับแม่!ผม สภากาชาดจะส่งไปให้แม่ผมเอง แต่ถ้าไม่ตรงกับแม่ผมเขาก็จะให้ผู้ป่วยรายอื่นต่อไป แต่ผมขอความช่วยเหลือจากท่านตอนที่ท่านไปบริจาคเกล็ดเลือดกรุณาบอกกับเจ้าหน้าที่ให้เขาตรวจสอบว่า เกล็ดเลือดสามารถเข้ากันได้กับ นางพรรณี ประเสริฐจิต หรือเปล่าและให้ทางสภากาชาดแจ้งผลให้ท่านทราบ ถ้าผมโชคดีเกล็ดเลือดของท่านเข้ากันได้กับแม่ผมและท่านยินดีที่จะช่วยต่อชีวิตแม่ผมช่วยบอกผมด้วย

ผมชื่อ อาภาพงษ์ ประเสริฐจิต ครับ

ขอบคุณมากครับ

โดย อีกคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน [28 ส.ค. 2553 , 10:05:45 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : )

ข้อความ 4

ด่วนมาก !
กรุณาอ่านให้จบก่อนนะครับและฝากช่วยบอกต่อด้วยนะครับ
พี่สาวของผมชื่อ วรรณ์ณีหล่าเพียอายุ 27 ปีป่วยเป็นโรคไขกระดูกฝ่อจึงทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้เอง และเกล็ดเลือดต่ำ การรักษาจะต้องทำการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกนั้นจะต้องตรวจดูว่าเนื้อเยื่อ HLA ในเลือดของพี่วรรณ์ณีตรงกับของใคร ซึ่งตรวจแล้วพบว่า HLA ของพี่วรรณ์ณีตรงกับ HLA ของพี่สาวของผมอีกคน แต่ว่าพี่สาวของผมอีกคนนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่จึงยังไม่สามารถที่จะทำการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกให้ได้ ซึ่งพี่วรรณ์ณีของผมไม่สามารถรอได้ถึงขนาดนั้น เพราะตอนนี้เกล็ดเลือดของพี่สาวก็ต่ำมากทำให้มีเลือดไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถแปรงฟันได้ทำให้เป็นฝีหนองที่กระพุ้งแก้มเจ็บปวดทรมานมาก พี่ต้องนอนร้องไห้ทุกวัน กินข้าวก็ไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง เวลาเป็นหวัดก็จะมีเลือดไหลปนมากับน้ำมูก และไหลออกตามไรฟันตลอดเวลา จึง ต้องให้เลือดและเกล็ดเลือดตลอด ซึ่งตอนนี้เกล็ดเลือดของพี่สาวมีเพียงประมาณ 3,000 cell/mm3 (ซึ่งในคนปกติต้องมีเกล็ดเลือด 140,000 - 400,000 cell/mm3 ) จึงต้องให้เลือดจนกว่าเกล็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นถึง 20,000 cell/mm3 จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่พี่สาวของผมต้องได้รับการให้เลือดเพื่อให้เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นและประคับปร ะคองอาการของเธอจนกว่าจะสามารถเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกได้ซึ่งกรุ๊ปเลือดของพี่สาวคือกรุ๊ป Bดังนั้นผมจึ งใคร่ขอความกรุณาจากผู้ใจบุทุกท่านได้ช่วยบริจาคเลือดให้กับพี่สาวของผมด้วยเถอะครับถือว่าเป็นการทำบุญช่วยต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งนะครับได้โปรดช่วยพี่สาวของผมด้วยเถอะครับ

ถ้าผู้ใจบุท่านใดมีความกรุณาที่จะช่วยเหลือพี่สาวของผม สามารถบริจาคเลือดโดยตรงไ ด้ที่ รพ.รามาธิบดี ให้กับผู้ป่วยชื่อนางสาววรรณ์ณีหล่าเพียเบอร์โทรศัพท์ รพ. 02-3547308-9

โดย สภาพเดียวกัน [28 ส.ค. 2553 , 10:10:20 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : )

ข้อความ 5

โรคไขกระดูกฝ่อเป็นโรคไขกระดูกชนิดหนึ่ง ที่มีสร้างลดลงหรือไม่สร้างของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดต่างๆหายไป ผลของการที่ไขกระดูกมีการสร้างเม็ดเลือดต่างๆลดงลงหรือไม่สร้างนี้ ทำให้เกิดภาวะแทกซ้อนได้หลายอย่าง

อาการที่พบได้บ่อย

- อาการที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงลดลง : ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย, อ่อนเพลีย หน้ามืดได้บ่อย มีคนทักว่าซีดลง
- อาการที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวลดลง : ติดเชื้อได้ง่าย, มีไข้เรื้อรัง หรือไข้เป็นๆหายๆ
- อาการที่เกิดจากเกร็ดเลือดลดลง : มีเลือดออกผิดปกติได้ เช่น มีจ้ำเลือด, จุดเลือดออกขึ้นตามตัวได้ง่ายกว่าปกติ หรือโดยไม่ทราบสาเหตุ, เลือดออกตามไรฟันบ่อยๆ หรือถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระมีเลือดปน

เมื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเลือด เม็ดเลือดลดลงทั้ง 3 ชนิดและเมื่อตรวจไขกระดูก ไม่พบมีเซลล์เม็ดเลือดเหลืออยู่

สาเหตุ

ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถพบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลักฐานหลายตัวที่บ่งชี้ถึงปัจจัยที่ที่เข้าไปทำลายการสร้างเม็ดเลือด เช่นสารเคมีบางชนิด ยาฆ่าแมลง เบนซิน ยาเคมีบำบัด บุหรี่ แสงรังสี การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ, HIV หรือ เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus

การวินิจฉัย

นอกเหนือจากแพทย์จะอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย การตรวจเลือดดูปริมาณและความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดต่างๆ และการตรวจไขกระดูกเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องมากที่สุด

การรักษา

ในอดีตที่ผ่านมา โรคไขกระดูกฝ่อเคยจัดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในปัจจุบันปลูกถ่ายไขกระดูก เป็นการรักษาที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดได้ ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสม ได้แก่ อายุของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค สุขภาพทางร่างกายเดิม โรคประจำตัว และการที่ผู้ป่วยมีเนื้อเยื่อเซลล์ต้นกำเนิดที่เข้ากันได้ โดยผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อที่ตรงกันทุกตัวจากพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาสหายขาดได้ถึง70-90% แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือไม่สามารถหาเนื้อเยื่อที่ตรงกันได้ สามารถใช้วิธีการให้ยา Antithymocyte Globulin(ATG) โดยยานี้จะไปเพิ่มขบวนการผลิตเม็ดเลือดให้คืนสู่สภาพปกติหรือเม็ดเลือดอยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตตามปกติได้

โดย หวังเพียงริบหรี่ [28 ส.ค. 2553 , 10:18:32 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : )

ข้อความ 6

อีกตัวอย่างความรู้เกี่ยวกับโรคร้ายไขกระดูกฝ่อ
ภาวะไขกระดูกฝ่อ เป็นโรคเกี่ยวกับไขกระดูกครับ ไขกระดูกนั้นปกติทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เม็ดเลือดเหล่านี้ยังปกติดีครับ เพียงแต่สร้างได้น้อยลงและไม่เพียงพอ

โรคไขกระดูกฝ่อ นั้นมีได้หลายความรุนแรงครับ ตั้งแต่รุนแรงมากจนไปถึงรุนแรงน้อย คนที่มีความรุนแรงมากก็จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่า จากการติดเชื้อ (เม็ดเลือดขาวไม่พอ) หรือเลือดออกไม่หยุด (เกล็ดเลือดไม่เพียงพอ)

อาการและการวินิจฉัย

โรคไขกระดูกฝ่อเป็นโรคหายากครับ พบได้น้อยมาก ประมาณ 15 ต่อหนึ่งล้านคน พบได้ทุกอายุ

ไขกระดูกนั้นจะทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เพื่อใช้ในการขนส่งออกซิเจน สร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อต้านเชื้อโรค สร้างเกล็ดเลือดเพื่อห้ามเลือด

เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะต้องมีปริมาณที่เพียงพอครับ และจะมีอายุของมัน ดังนั้นร่างกายจึงต้องสร้างอย่างต่อเนื่อง ไขกระดูกจะสร้างเม็ดเลือดใหม่แทนที่เม็ดเลือดที่หมดอายุไป แต่ว่าในโรคไขกระดูกฝ่อ ทำให้สร้างเม็ดเลือดได้ไม่เพียงพอครับ

ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบสาเหตุนะครับ แต่ก็มีโรคที่เป็นสาเหตุได้ เช่น โรคซีดแฟนโคไน (Fanconi anemia) หรือเกิดจากการได้รับรังสี หรือได้รับเคมีบำบัด หรือการติดเชื้อไวรัสบางชนิด บางส่วนเกิดจากโรคภูมิเพี้ยนที่มีการทำลายไขกระดูกตนเอง



อาการของไขกระดูกฝ่อ

อาการโรคไขกระดูกฝ่อเกิดจากการที่มีเม็ดเลือดไม่เพียงพอนี่แหละครับ

•ถ้าคุณมีเม็ดเลือดแดงน้อยเกินไป คุณก็จะซีด เพลีย เหนื่อย
•ถ้าคุณมีเม็ดเลือดขาวน้อยเกินไป คุณก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
•ถ้าคุณมีเกล็ดเลือดน้อยเกินไป คุณก็จะเลือดออก หรือมีจ้ำเลือดตามตัว
ความรุนแรงก็จะแตกต่างกันขึ้นกับว่าคุณมีเม็ดเลือดชนิดต่างๆมากหรือน้อยเพียงใดครับ

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติจากอาการครับ ถ้าพบว่าคุณซีด หรือสงสัย แพทย์อาจทำการเจาะเลือด และเจาะไขกระดูก ในผู้ที่เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ ปริมาณเม็ดเลือดชนิดต่างๆจะน้อยลง และเซลล์ในไขกระดูกก็จะพบเซลล์น้อยลงด้วย และไม่พบเซลล์มะเร็งครับ



การรักษา

การรักษาขึ้นกับความรุนแรงครับ ถ้ารุนแรงไม่มากอาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่คุณอาจต้องได้รับนัดพบแพทย์เพื่อทำการเจาะเลือดอย่างสม่ำเสมอติดตามปริมาณเม็ดเลือดชนิดต่างๆครับ

แต่ถ้ามีความรุนแรงมากอาจต้องได้รับการรักษา

การรักษาที่สาเหตุ

•การรักษาโดยให้ยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อหวังผลให้ไขกระดูกถูกทำลายน้อยลง
•การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก
•ยาฮอร์โมนแอนโดรเจน ช่วยเพิ่มเซลล์ในไขกระดูกได้ในบางรายครับ แต่ประสิทธิภาพไม่ดีเท่าการใช้ยากดภูมิคุ้มกันกับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ซึ่งเห็นผลใช้ระยะเวลานาน แต่ว่าราคาถูกกว่าครับ
การรักษาจากสาเหตุจะทำให้คุณดีขึ้นในระยะยาวครับ โดยปกติมักจะรักษาโดยการให้ยากดภูมิคุ้มกันก่อนครับ และการปลูกถ่ายไขกระดูกจึงเป็นตัวเลือกถัดมา การปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น ไขกระดูกต้องเข้ากันได้ด้วยนะครับ และควรจะเป็นลูกสายตรง แม้ว่าจะมีโอกาสหายขาดจากการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับทุกคน เพราะไขกระดูกที่เข้ากันได้นั้นหายากครับ ดังนั้นเหมาะกับผู้ที่มีผู้บริจาคที่เข้ากันได้ และผู้ป่วยที่เป็นเด็กจะทำได้ดีกว่าผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่

ความเสี่ยงของการปลูกถ่ายไขกระดูกคือ การต่อต้านเนื้อเยื่อครับ (ซึ่งทำให้เซลล์ที่ปลูกถ่ายนั้นไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ ) และยิ่งถ้าเคยได้รับเลือดบ่อย ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะต่อต้านเนื้อเยื่อมากขึ้น ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ แพทย์จึงพยายามให้เลือดให้น้อยที่สุด และจะให้เมื่อซีดมากจริงๆครับ

การให้ยากดภูมิคุ้มกันนั้นความเสี่ยงน้อยกว่าครับ ส่วนใหญ่มักไม่หายขาด และรักษาในระยะยาว ในทางกลับกันการปลูกถ่ายไขกระดูกแม้ว่าจะมีโอกาสหายขาดแต่ความเสี่ยงมีมากครับ และมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าจากการที่มีการต่อต้านเนื้อเยื่อ ดังนั้นให้คุยกับแพทย์ครับ

การรักษาตามอาการ

•การรับเลือด ในกรณีที่ซีดมาก หรือมีโรคประจำตัวอื่นที่เป็นความเสี่ยง จะใช้เมื่อจำเป็นครับ
•การรับเกล็ดเลือดในกรณีที่มีเกล็ดเลือดต่ำมากจนเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
ถ้าคุณต้องได้รับเลือดแนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กเสริม เพราะการได้รับเลือดนั่นคือได้รับเหล็กในปริมาณที่มาก ดังนั้นเหล็กจะเกินและสะสมในตับและในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอันตรายครับ

โดย คนเศร้าหมอง [28 ส.ค. 2553 , 10:29:11 น.] ( IP = 125.26.251.167 : : )

ข้อความ 7

การรักษาโรคไขกระดูกฝ่อด้วยยากดภูมิคุ้มกัน โดยอาจใช้สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (Hematopoietic growth factor) ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถได้รับการรักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ซึ่งมีข้อจำกัดในแง่การหาผู้บริจาคที่ HLA เข้ากันได้ และอายุหรือสภาพของผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ได้

แม้มีการศึกษาประสิทธิภาพของสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดหลายรายงานแต่ยังไม่สามารถสรุปผลได้ชัดเจน รายงานนี้จึงวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Systematic review และ meta-analysis ของการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม โดยรวบรวมได้ทั้งหมด 25 รายงาน (จากทั้งหมด 1050 รายงาน) แต่มีเพียง 6 รายงาน (จำนวนผู้ป่วยรวม 414 คน) ที่มีเงื่อนไขตรงตามที่กำหนด โดยมี 4 รายงานที่ใช้ ยากดภูมิคุ้มกัน เป็น Antithymocyte/antilymphocyte globulin (ATG/ALG) ร่วมกับ Cyclosporine ร่วมกับ Steroid มี 2 รายงานที่ใช้ ATG/ALG ร่วมกับ Steroid และมี 1 รายงานที่ใช้ Cyclosporine เพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการสุ่มให้ใช้ หรือ ไม่ใช้ ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวร่วมด้วย โดยมี 3 รายงานที่ใช้ G-CSF มี 2 รายงานใช้ GM-CSF ร่วมกับ Erythropoietin และ 1 รายงานที่ใช้ GM-CSF เพียงอย่างเดียว

ผลการวิเคราะห์ ไม่พบความแตกต่างในแง่ของอัตราการรอดชีวิตที่ 100 วัน, 1 ปี และ 5 ปี ในกลุ่มที่ใช้และไม่ใช้สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (Primary outcome) นอกจากนี้พบว่าไม่มีผลแตกต่างในแง่การตอบสนองทางโลหิตวิทยา ที่ 3 และ 12 เดือน และไม่เปลี่ยนแปลงอัตราการเกิดโรคที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ไม่ลดอุบัติการการติดเชิ้อ ไม่เพิ่มอุบัติการการเกิด Clonal evolution เช่น การเกิด myelodysplastic syndrome (MDS), acute leukemia หรือ paroxysmal nocturnal hemoglobinuria (PNH) และไม่มีความแตกต่างกันในแง่ของการเกิดอุบัติการที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามพบว่าสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ช่วยลดอัตราการเกิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ แม้ใช้เพียงระยะสั้น ไม่นานเกิน 3 เดือน

สิ่งที่น่าสนใจคือ

การเกิด Clonal evolution ในกลุ่มที่ใช้สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างชัดเจนแม้จะยังไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นเพราะขนาดตัวอย่างน้อย คาดว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจเป็น Hypoplastic MDS หรือ PNH อยู่เดิม แต่ไม่ทราบมาก่อน ซึ่ง Clonal disorder เหล่านี้สามารถถูกกระตุ้นได้โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี Monosomy 7
แนวทางการรักษา Aplastic anemia ปี 2003 ไม่แนะนำให้ใช้สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดยกเว้นในงานวิจัย
ขนาดของสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดที่ใช้ไม่มีผลต่อระยะเวลาการรอดชีวิต
การใช้ สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด แม้ลดโอกาสการเกิดซ้ำของโรคไขกระดูกฝ่อ แต่ไม่มีผลต่ออัตราการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งอาจมีสาเหตุจาก ผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำหลังการรักษามาตราฐาน ตอบสนองต่อการรักษาดีถึงร้อยละ 50-60 เมื่อกลับเป็นซ้ำ
ข้อจำกัดอื่นๆจากการรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คือ

จำนวนผู้ป่วยที่รวบรวมได้ขนาดตัวอย่างน้อยเพียง 414 คน ทำให้อาจพลาดที่จะเห็นความแตกต่างเล็กน้อย
เกณฑ์การรับผู้ป่วยเข้าศึกษา คือ โรคไขกระดูกฝ่อที่เป็นภายหลังทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่เป็นชนิดรุนแรง และมีเพียง 1 การศึกษาที่รวมผู้ป่วยไขกระดูกฝ่อชนิดที่ไม่รุนแรงด้วย
แต่ละการศึกษา มีความแตกต่างในแง่ของ ชนิดของสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดที่ใช้รวมถึง คำจำกัดความในการเลือกผู้ป่วยและผลการตอบสนอง ทำให้ไม่สามารถศึกษาแยกแต่ละกลุ่มย่อยของผู้ป่วยได้ (Subgroup analysis)
ผู้ป่วยที่วินิจฉัยเป็นโรคไขกระดูกฝ่อในอดีต จากการศึกษาเก่าอาจเป็นการวินิจฉัยที่ผิด ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็น Hypoplastic MDS หรือ PNH ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิด clonal evolution ได้จากตัวโรคเอง
สรุป


สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดยังไม่มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วย ไขกระดูกฝ่อชนิดที่รุนแรง
ควรมีการศึกษาต่อไปว่า สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดจะมีบทบาทต่อการติดเชื้อที่รุนแรง หรือไม่รวมถึงบทบาทการใช้สารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดสำหรับผู้ป่วยไขกระดูกฝ่อชนิดไม่รุนแรงซึ่งไม่ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

โดย ศาลาคนเศร้า [28 ส.ค. 2553 , 14:27:05 น.] ( IP = 125.26.251.250 : : )

ข้อความ 8

อีกตัวอย่างหนึ่ง.... เพื่อนผมเป็นโรค ลิ้นหัวใจรั่ว ไขกระดูกฝ่อ Aplastic anemia ตอนนี้ปอดติดเชื้อ อยู่ห้อง ICU เมื่อคืนที่ผ่านมาผมได้รับโทรศัพท์จากแฟนเพื่อน บอกว่า ตอนนี้เพื่อนผมเข้าห้อง ICU เพราะปอดติดเชื้อ จากการเป็นโรคไข
กระดูกฝ่อ Aplastic anemia ผมเลยขับรถไปดูอาการเพื่อนจาก กทม ไป รพ.ศูนย์ ราชบุรี .....

เดิมทีเพื่อนคนนี้ มีโรคประจำตัว คือ ลิ้นหัวใจรั่ว

ไม่สามารถทำงานหนักได้

ประกอบกับตัวเองมีอาชีพเกษตรกรรม ฐานะปานกลาง
ต้องมีการทำงานหนัก บ่อยครั้งจนเมื่อ2-3 เดือนที่ผ่านมาเพื่อนผมนัดหมอเพื่อผ่าตัดรักษาอาการลิ้นหัวใจรั่วแต่ต้องป่วยกระทันหันก่อนได้รับการผ่าตัดลิ้นหัวใจเข้าโรงพยาบาลก่อน

เพราะเป็น ไขกระดูกฝ่อ Aplastic anemia

โดยเพื่อนผมมีเลือดออกตามไรฟัน ตา ต้องพักรักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ ราชบุรี

จนเมื่อวานนี้ เพื่อมีอาการทรุดลง เนื่องจากปอดติดเชื้อจึงเข้าห้อง ICU จากการสอบถามหมอและพยาบาลแจ้งญาติว่าให้ทำใจไว้
ตั้งแต่แรกแล้วเพราะคนไข้มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ความหวังในการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น

หมอแจ้งว่าถ้านำตัวส่งมาที่ รพ. รามาธิบดี การรักษาไม่ต่างจากรักษาตัวที่ รพ. ศูนย์ ราชบุรี

และหมอแจ้งล่าสุดว่า เขาจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน

ผมจึงได้แต่ให้กำลังใจญาติๆโดยญาติแจ้งว่าผู้ป่วย กำลังใจดีแต่ร่างกายไม่ไหวแล้ว

ไม่สามารถทานอาหารได้ และทางญาติได้ประสานสำนักพระราชวังเพื่อเป็นคนไข้พระราชานุเคราะห์
ทางสำนักพระราชวังได้โทรศัพท์พูดคุยกับหมอเจ้าของไข้หมอเจ้าของไข้แจ้งว่า โอกาสที่จะรักษาหายนั้นน้อยมากเพราะคนไข้มีโรคประจำตัวหลายอย่าง
ถึงจะหายจากโรคไขกระดูกฝ่อ ก็ต้องรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่วอีกทีตอนนี้คงต้องพึ่งปาฏิหารย์และสิ่งศักดิ์เข้ามาช่วยเมื่อช่วงกลางวันผมได้โทรศัพท์สอบถามอาการจากแฟนทราบว่าคนไข้ลืมตาได้ ชีพจรเต้นปกติมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก ตอนนี้หมอได้ใช้เครื่องช่วยหายใจ และรอดูอาการเป็นระยะๆคนไข้อายุเพียงแค่ 30 ปี กำลังสร้างครอบครัวและมีลูกสาววัย 3 ขวบกำลังน่ารัก

ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ผมจะมาอัพเดทกระทู้นี้เป็นระยะๆครับนอกเรื่อง ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้เข้ารับการรักษาจาก รพ.รัฐบาลเท่าใดวันที่ไปเยี่ยมเพื่อน สภาพหอพักผู้ป่วยผมคิดไม่ถึงว่า คนป่วยจะมีมากมายมากกว่าที่ รพ. จะรองรับได้
อีกทั้งยัง รพ. ต้องรองรับบุคคลต่างด้าว
ที่เข้ามารักษาตัวตามมนุษยธรรม
ผมเคยแนะนำญาติเพื่อนที่ป่วยให้เข้ามารักษาตัวที่ กทมแต่ติดปัญหาหลายๆเรื่องทั้งเรื่องทอง และความเห็นของแพทย์ที่วินิจฉัยเพราะถ้าย้ายไปโอกาสจะน้อยลงกว่าเดิม

จากคุณ : piyabhut
เขียนเมื่อ : 27 ส.ค. 53 15:43:55

โดย อกเดียวกัน [28 ส.ค. 2553 , 14:38:25 น.] ( IP = 125.26.251.250 : : )

ข้อความ 9

คลอแรมเฟนิคอล





เมื่อกล่าวถึงยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์กว้างขวางเมื่อ 60 กว่าปีก่อน นอกจากเตตราซัยคลีนแล้ว คู่แข่งที่ระบือนามอีกขนานหนึ่งก็คือ คลอแรมเฟนิคอล

ยาทั้ง 2 ขนานนี้มีอายุกำเนิดไล่เลี่ยกันและโด่งดังมาพร้อมๆกัน แต่ความนิยมคลอแรมเฟนิคอลต้องมีอันลดลงไปก่อนหน้าเตตราซัยคลีน เพราะความที่มันทำให้เกิดโรคไขกระดูกฝ่อและกลุ่มอาการตัวสีเทา (Gray Syndrome) อันน่าสะพรึงกลัว
ใครก็ตามที่เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ เขาผู้นั้นคือผู้ที่สูญเสียแนวป้องกันโรคติดเชื้ออันแข็งแกร่งและย่อมตกเป็นเหยื่อของโรคติดเชื้อที่รุนแรงและยากแก่การเยียวยา

อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่า ทุกคนที่ได้รับยาคลอแรมเฟนิคอลแล้วต้องประสบชะตากรรมเยี่ยงนี้
อุบัติการณ์ของโรคไขกระดูกฝ่อพบเพียง 1 ใน 40,000 ถึง 1 ใน 25,000 ครั้งที่มีการใช้ยานี้
ด้วยคุณสมบัติในการรักษาโรคติดเชื้อได้อย่างกว้างขวาง จึงยังคงมีการใช้ยานี้อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
ยาคลอแรมเฟนิคอลนั้นได้แต่ใดมา คำตอบคือ ผืนแผ่นดินแห่งเวเนซุเอลา ท่านให้เพราะบนผืนแผ่นดินของประเทศนามดังกล่าว มีเชื้อราชื่อสเตรปโตมัยซีส เวเนซุเอลา (Streptomyces Venezuelae)
เมื่อนำเชื้อรานี้มาสกัดจะได้ผลึกที่มีรสขมของตัวยาคลอแรมเฟนิคอล

ยาตัวนี้ถูกนำออกมาใช้อย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2492 ด้วยฤทธิ์อันกว้างขวางในการทำลายเชื้อแบคทีเรียนานาชนิด เลยทำให้มันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นโรคติดเชื้อที่สมอง โพรงไซนัส ในลำคอ ในหลอดลม ในช่องท้อง ในลำไส้ หรือไข้ไทฟอยด์ ฯลฯ ล้วนสามารถใช้ยานี้กำราบจนอยู่หมัดได้เกือบหมดสิ้น มีความจริงข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นมาช้านานคือว่า ยิ่งยาตัวใดที่มีฤทธิ์กว้างขวาง คนยิ่งใช้พร่ำเพรื่อ
ในปี พ.ศ.2500 คณะอนุกรรมการดูแลการใช้ยาแห่งแพทยสภาของสหรัฐอเมริกาได้สำรวจพบว่า มีการใช้ยานี้โดยถูกต้องตามหลักวิชาเพียง 6-7% เท่านั้น! แม้กระทั่ง 6 ปีต่อมา เมื่อสำรวจใหม่ก็พบว่ามีการใช้ยานี้รักษาโรคหวัดถึง 51% ของคนเป็นหวัดทั้งหมด ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษาเลยเพราะการใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อนี่เองที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยาเพิ่มชนิดมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคืออานุภาพของฤทธิ์ยาลดลงเรื่อยๆ (เหตุการณ์เช่นนี้ยังปรากฏอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน)

ตัวอย่างในประเทศไทยที่ใคร่หยิบยกมากล่าวคือ ก่อนหน้า 10 ปีที่แล้ว แพทย์สามารถใช้ยาคลอแรมเฟนิคอลรักษาไข้ไทฟอยด์ได้ผลดี เมื่อให้ยาเพียง 3-5 วัน ไข้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นปรากฏว่า ไข้ไทฟอยด์ในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาดื้อต่อยานี้เกือบร้อยทั้งร้อย จนแพทย์ต้องหันไปใช้ยาชนิดอื่น
ในปัจจุบันวงการแพทย์จะใช้ยานี้เฉพาะกับโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน ไข้ไทฟัส และโรคติดเชื้อบางชนิดของระบบประสาทส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่เหตุผลที่ใช้จำกัดลงคือ ส่วนหนึ่งเนื่องจากประสิทธิภาพของยาด้อยลงดังกล่าว อีกเหตุหนึ่งเพราะความกลัวต่อการเกิดโรคไขกระดูกฝ่อนั่นเอง

คุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์
- ละลายได้ดีในไขมัน จึงซึมซาบเข้าสู่เนื้อเยื่อแทบทุกส่วนของร่างกายได้ดีมาก แม้แต่ในสมองซึ่งยาอื่นมักเข้าไม่ถึง

- ถูกเผาผลาญที่ตับเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ต้องระมัดระวังในการใช้ เวลาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคตับระยะรุนแรง เพราะโอกาสที่จะมียาคั่งค้างในร่างกายจนเกินขนาดมีมากขึ้น ผลของการที่ยาเกินขนาดนี้ก็คือ จะทำให้ไขกระดูกฝ่อได้ง่าย สำหรับทารกในครรภ์และทารกที่อายุต่ำกว่า 1 เดือน แม้ไม่เป็นโรคตับ แต่ตับยังทำหน้าที่ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ ก็จะมีปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน นอกจากนี้สำหรับทารกในครรภ์ยังเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการตัวสีเทามากด้วย หากเกิดอาการนี้ขึ้นเด็กจะเสียชีวิตทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ให้ใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และสตรีมีครรภ์

ชนิดของยาที่ใช้กินมี 2 แบบคือ
1. แคปซูล ขนาด 250 ม.ก. สำหรับผู้ใหญ่
2. น้ำเชื่อม ขวดละ 1 ออนซ์ และ 2 ออนซ์

ขนาดยาที่ใช้
ให้กินวันละ 50-100 ม.ก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. โดยแบ่งให้ทุก 6 ช.ม.

พิษของยานี้
1. ทำให้เกิดโรคไขกระดูกฝ่อ ซึ่งจำแนกเป็น
1.1 ชนิดเป็นแล้วอาจหายได้ หลังจากเลิกใช้ยาชนิดนี้เกิดจากการได้รับยาเกินขนาด
1.2 ชนิดเป็นแล้วไม่หาย แม้จะเลิกใช้ยาชนิดนี้ ไม่เกี่ยวกับขนาดยา กล่าวคือ ไม่ว่าจะได้รับยามากหรือน้อยก็เกิดโรคได้

2. ทำให้เกิดกลุ่มอาการตัวสีเทาแก่ทารกในครรภ์ สาเหตุเพราะได้รับยาเกินขนาด
ทารกจะมีอาการดังนี้
- อาเจียน ไม่ดูดนม ท้องอืด อุจจาระเขียว
- ผิวสีเทา
- หายใจเร็ว หอบ
- ตัวเย็น อ่อนปวกเปียก

3. บางคนอาจมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ลิ้นอักเสบ ปากอักเสบ ท้องเดิน ระคายเคืองที่ฝีเย็บ

4. ทำให้ประสาทตาอักเสบ เมื่อใช้ติดต่อกัน 3 เดือนถึง 5 ปี

ข้อห้ามใช้ ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และทารกอายุน้อยกว่า 1 เดือน

โดย ประสบการณ์ [28 ส.ค. 2553 , 14:44:39 น.] ( IP = 125.26.251.250 : : )

ข้อความ 10

ไขกระดูก อยู่ในโพรงกระดูกทั่วร่างกาย มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง (red blood cells) เม็ดเลือดขาว (White blood cells) และเกร็ดเลือด หรือ เพลตเลต (platelets)

ในคนบางคนอาจเกิดภาวะผิดปกติของไขกระดูก เป็นเหตุให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดได้น้อยลงหรือไม่ได้เลยทั้ง 3 ชนิด เกิดภาวะโลหิตจาง (เพราะขาดเม็ดเลือดแดง) ติดเชื้อง่าย (เพราะขาดเม็ดเลือดขาว) และเลือดออกง่าย (เพราะขาดเกร็ดเลือด) เราเรียกว่า โรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ หรือ โรคโลหิตจางอะพลาสติก

ประมาณกว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนที่พบมีสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจากพิษของยาหรือสารเคมี ยาที่สำคัญได้แก่ คลอแรมเฟนิคอล (ย4.6), เฟนิลบิวตาโซน (ย2.2), ซัลฟา (ย4.7)

นอกจากนี้อาจเกิดจากยาฆ่าแมลง สารเคมีที่มีสูตรเบนซิน (เช่น สีทาบ้าน น้ำยาลบสี น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด) รังสีชนิดต่าง ๆ

โรคนี้ในบ้านเราพบได้ไม่น้อย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ถือว่าเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษาอาจตายได้

อาการ_________________________________________________________________________

ส่วนใหญ่จะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีอาการซีด อ่อนเพลีย มีจุดแดงพรายย้ำขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกจากที่ต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดา, เลือดออกตามไรฟัน, อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด, เลือดออกในตา, เลือดออกในสมอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบมีอาการของโรคติดเชื้อร่วมด้วย ทำให้มีไข้เรื้อรังร่วมกับการติดเชื้อของอวัยวะต่าง ๆ

ผู้ป่วยจะไม่มีอาการตับ ม้าม หรือต่อมน้ำเหลืองโต (ถ้าโตอาจเป็นอาการของมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมีสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย)

ผู้ป่วยอาจตายเพราะการตกเลือด หรือ การติดเชื้อรุนแรงจนกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ (22

การรักษา______________________________________________________________________

หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

ควรทำการตรวจเลือดซึ่งจะพบว่ามีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อย เม็ดเลือดขาวต่ำซึ่งอาจต่ำกว่า 2,000 ตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร (ปกติ 5,000-10,000 ตัว) และเกร็ดเลือดต่ำกว่า 30,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร (ปกติ 200,000 – 400,000 ตัว)

และทำการตรวจไขกระดูก ซึ่งจะพบว่ามีเซลล์อ่อนของเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงมาก และพบเป็นไขมันและเยื่อพังผืดกระจายอยู่แทน

การรักษา ควรให้การรักษาจำเพาะ โดยให้ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) เช่น เทสโตสเตอโรน โพรพิโอเนต (Testosterone propionate) 40-60 มิลลิกรัมต่อวัน (เด็กให้ 1-1.5 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน) อมใต้ลิ้น หรือเมทิสเทสโตสเตอโรน (Methyl testosterone) ขนาด 25 มก. อมใต้ลิ้นวันละ 3 เม็ด (เด็กให้ 1-1.5 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน) นาน 6-18 เดือน ยานี้อาจทำให้เสียงห้าว มีหนวดขึ้น(ในผู้หญิง) ประจำเดือนหยุด มีสิวขึ้นที่หลังและหน้าอก นมโต (Gynecomastia)

สำหรับเด็กจะให้ เพร็ดนิโซโลน (ย12) ขนาด 0.5-1 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน (ไม่เกิน 40 มก. ต่อวัน) ควบด้วย

สำหรับคนที่มีอายุเกิน 14 ปีขึ้นไป อาจให้เพร็ดนิโซโลนเฉพาะเวลามีเลือดออกมากเท่านั้น

นอกจากนี้ก็ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้เลือดถ้ามีเลือดออกมากหรือซีด ให้ยาปฏิชีวนะถ้ามีโรคติดเชื้อ

ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงยาหรือสารเคมีที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุ

ผลการรักษา ในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่ ในเด็กอาจหายขาดหรือทุเลาได้ ประมาณครึ่งหนึ่ง และตายราวครึ่งหนึ่งซึ่งมักจะตายภายใน 3-6 เดือน ด้วยโรคนี้ติดเชื้อเป็นส่วนใหญ่

โดย ทุกข์ใจ [28 ส.ค. 2553 , 14:52:14 น.] ( IP = 125.26.251.250 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด