สมัครสมาชิก | สิทธิประโยชน์สมาชิก | ติดต่อโฆษณา | สินค้าโปรโมชั่น หนังสือไม้ประดับ | รับออกแบบและจัดสวนตัวอย่างลูกค้าของเรา |


Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


ขอรบกวนเรียนถามคุณวัฒน์




เรียนถามคุณวัฒน์
เพิ่งได้ใหม่มา แต่ไม่ทราบนิสัยและวิธีการดูแลจึงขอรบกวนเรียนถามค่ะ ต้นกาย (ดอกคล้ายลำดวนแต่มี3 กลีบค่ะ) ต้นพุดเศรษฐีสยาม ต้นส่าเหล้าปัตตานี ต้นไคร้ย้อย ต้นบุหงาลำเจียก ต้นบุหงารำไป (2 ต้นนี้ชื่อบุหงาเหมือนกัน มีหลักการแยกยังไงคะ) ต้นลำดวนแดง ต้นสาวสันทราย ต้นดาวประดับฟ้า ต้นหิรัญญิการ์ด่าง ต้นจำปูนใบกลม ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

โดย สุภาพร [19 ก.พ. 2551 , 09:51:21 น.] ( IP = 158.108.83.72 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ข้อความ 1

เรียนคุณสุภาพร ข้อมูลมีดังนี้ครับ
ต้นกลาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mitrephora keithii Ridley
ชื่อวงศ์ : ANNONACEAE
ชื่ออื่นๆ : มหาพรม กล้วยค่าง
ลักษณะ ไม้พุ่มสูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านสีน้ำตาลมีแผลระบาย อากาศมาก ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือแกมรี กว้าง 4 ซม. ยาว 7-12 ซม. ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบมน ดอก เดี่ยว ออกตามกิ่งใกล้ปลายยอด กลีบรองดอกมีขนาดเล็ก 3 กลีบ รูปไข่ กลีบดอก 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ชั้นนอกสีเหลือง รูปรีกว้าง ขนาด 2 x 1.5 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม ชั้นในเชื่อมกัน เป็นรูปโดมสีเหลืองอ่อน มีลายสีแดงอมส้มตามยาว ภายในมีเกสรผู้ จำนวนมาก ผล กลุ่ม มีผลย่อย 4-7 ผล รูปทรงกระบอกคอด เล็กน้อยตามผล ผิวเกลี้ยง ปลายเป็นตุ่ม
การกระจายพันธุ์
และนิเเวศวิทยา อินเดียและเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ออกดอกและติดผลช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ประโยชน์
เป็นไม้ดอกหอม มีรูปทรงสวยงามมีศักยภาพ ในการพัฒนา เป็นไม้ประดับ
การขยายพันธุ์ไม้วงศ์ANNONACEAE ส่วนใหญ่ใช้วิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง(ฮอร์โมนเร่งรากช่วย) ครับ

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 10:28:16 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 2

พุดเศรษฐีสยาม
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กในวงศ์ APOCYNACEAE
ลักษณะต้น สูงราว 4-5 เมตร ตำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขาต่ำ เปลือกต้นสีเทา มีรอยตามแนวยาวของต้น
ใบ เป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามตามกิ่ง รูปทรงรี กว้างราว 5-8 ซม.ยาว 8-15 ซม.ใบหนา สีเขียวมัน โคนใบสอบ ปลายใบแหลมมน ขอบใบเป็นคลื่น มีเส้นแขนงใบ 9-11 คู่
ดอก ออกลักษณะเป็นกลุ่มแยกซ้ายขวาและกลาง มี 1-5 ดอก ดอกตูมสีเขียว ดอกบานโคนเป็นหลอดยาว ปลายเป็น 5 กลีบ บิดเป็นใบพัด โคนดอกติดกัน แต่ละกลีบกว้าง 0.8-1 ซม.ยาว 2.5-3.5 ซม.พอดอกร่วงไม่มีผล
พุดเศรษฐีสยามนี่โตเร็วมาก ใบสวยใหญ่ ดอกหอมเริ่มบานตอนเย็น อยู่ได้สองสามวัน มีดอกตลอดปี
การขยายพันธุ์โดยการเสียบกิ่งอย่างเดียว
การขยายพันธุ์ต้นพุดเศรษฐีสยาม เกษตรกรใช้ต้นพุดจีบเป็นต้นตอ โดยนำกิ่งพันธุ์พุดจีบ มาปักชำในถุงดำที่มีแกลบดำเป็นวัสดุปลูก ประมาณ 4 -5 เดือน จึงนำมาใช้เป็นต้นตอ ทาบกิ่งกับต้นพุดเศรษฐีสยามที่ปลูกไว้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดกิ่งต้นตอให้เป็นแนวเฉียง เลือกกิ่งพันธุ์ต้นพุดเศรษฐีสยาม ที่มีลักษณะไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป ใช้มีดปาดส่วนโคนกิ่งให้เป็นแผลยาวขนาดเท่ากับแผลของต้นตอ นำต้นตอมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดี พันด้วยผ้าพลาสติกให้แน่น แล้วใช้เชือกฟางผูกโยงต้นให้แน่น ประมาณ 45 วัน แผลที่ทาบกิ่งจะแนบสนิทกัน จึงตัดลงมาอนุบาลไว้ 7-10 วัน ก็สามารถนำไปปลูกหรือขายได้

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 10:39:51 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 3

ส่าเหล้าปัตตานี
ชื่อพื้นเมือง นางดำ(นครสีธรรมราช) โยม(มาลายู-ปัตตานี) ส่าเหล้า, ส่าเหล้าช้าง(ประจวบคีรีขันธ์)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmos cochinchinensis Lour.
ชื่อวงศ์ ANNONACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ส่าเหล้าปัตตานีเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดต้นไม้อื่นไปได้ไกล 5-10 เมตร แตกกิ่งน้อย เปลือกเรียบ สีน้ำตาล มีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว เนื้อไม้เหนียว
ใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 ซม. ยาว 12-20 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ใบหนา ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีเขียวอมเทาเส้นแขนงใบ 13-16 คู่ ก้านใบยาว 1-1.3 ซม.
ดอกเดี่ยว ออกนอกซอกใบ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองก้านดอกเรียวสีม่วง ยาว 10-16 ซม. มีใบประดับขนาดเล็ก ยาว 4 มม
อยู่ค่อนมาทางโคนก้านดอก กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม กว้าง 5 มม. ยาว 7 มม. แผ่กางออก กลีบดอกเรียงเป็น 2 ชั้น กลีบชั้นนอกรูปหอก กว้าง 1.5-52.5 ซม. ยาว 3-5 ซม. ปลายกลีบโค้งงอเข้า โคนกลีบดอกใกล้ฐาน ดอกคอดเล็กน้อย กลีบชั้นในมีขนาดเล็กและสั้นกว่า
ผลกลุ่ม ก้านช่อผลยาว 10-16 ซม. มีผลย่อย 12-20 ผล รูปทรงกระบอก กว้าง 5-8 มม. ยาว 4-9 ซม. ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ มี 2-6 เมล็ด
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 10:53:28 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 4

ไคร้ย้อย
ชื่ออื่น กาบพร้าว (นราธิวาส); สารภีน้ำ (เชียงใหม่); จิก, ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี); แต้วน้ำ (บุรีรัมย์); ปูมปา (เลย); คล้ายสองหู, ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี); มุ่นน้ำ (เพชรบูรณ์); อะโน (ปัตตานี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Elaeocarpus grandiflorus J.E. Smith
ชื่อวงศ์ Elaeocarpaceae
ลักษณะพืช ไม้ยืนต้น สูงได้ประมาณ 30 ม. หูใบหลุดล่วงง่าย ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปไข่กลับหรือรูปใบหอก ยาว 7-19 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่มหรือเกือบเกลี้ยง เส้นแขนงใบมี 6-9 คู่ ด้านล่างมักมีต่อมใบ ก้านใบยาว 0.5-4 ซม. ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ยาว 6-10 ซม. ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2.5 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงรูปใบหอก ยาว 1-1.5 ซม. ผิวเกือบเกลี้ยงทั้งสองด้าน กลีบดอกรูปไข่ ยาวประมาณ 1.5 ซม. ผิวมีขนกระจายทั้งสองด้าน มีริ้วขนที่โคนกลีบด้านใน 2 ริ้ว ยาวประมาณ 0.6 ซม. ปลายกลีบจักเป็นครุย ยาวประมาณ 0.3 ซม. เกสรเพศผู้รูปแถบ มี 25-60 อัน ติดบนจานฐานดอก ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายอับเรณูเป็นรยางค์แข็ง จานฐานดอกหยักเป็นพู 10 ไม่ชัดเจน รังไข่มี 2 ช่อง รูปไข่ มีขนสั้นหนาแน่น ก้านเกสรเพศเมียรูปลิ่มแคบ มีขน ยอดเกสรแหลม ผลแบบมีเมล็ดเดียวแข็ง (stone) รูปรี ยาว 3-4 ซม. ปลายและโคนแหลม ก้านผลยาว 2-6 ซม. ไคร้ย้อยมีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบตั้งแต่อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู และสุมาตรา ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามริมน้ำในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 800 เมตร
หมายเหตุ ไคร้ย้อย เป็นชื่อที่ใช้เรียกในจังหวัดเชียงใหม่
ระยะออกดอกประมาณ เดือน มกราคม-เมษายน มีผลประมาณ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ดอกมีกลิ่นหอม
ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้กันดินพังทลายตามชายน้ำ ผลเป็นอาหารของนกได้
การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำกิ่ง






โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:02:04 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 5

บุหงาลำเจียก
ชื่ออื่นๆ จิโนเก๊าะ(มาลายู-ปัตตานี) นาระ(ปัตตานี)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Goniothalamus tapis Miq.
วงศ์: ANNONACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3 – 6 เมตร ทรงพุ่มโปร่ง ลำต้นมีเปลือกนิ่มสีเทาและมีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เปราะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับสองด้านใบระนาบเดียวกันของกิ่ง ใบรูปชอบขนานแกมรูปหอกกลับ กว้าง 3 – 5 เซนติเมตร ยาว 10 – 18 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ หน้าใบสีเขียวอ่อนเป็นมัน หลังใบสีอ่อน ดอก เป็นดอกเดี่ยวสีขาวนวล ออกตามกิ่งหรือลำต้น กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก มี 3 กลีบ กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็นสองชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกชั้นในสั้นและเรียงตัวอัดเป็นรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกชั้นนอกรูปรี กว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 3-4 เซนติเมตร ปลายกลีบดอกบานแยกออกจากกัน ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานสีขาวนวล หรือบางพันธุ์มีสีขาวอมชมพู มีกลิ่นหอมแบบเปรี้ยวๆ ดอกหอมในช่วงเย็นออกดอกตลอดปี ผล เป็นกลุ่ม มี 8 – 14 ผล แต่ละผลรูปรี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่มีสีม่วงดำ
ฤดูกาลออกดอก:ออกดอกตลอดปี
การขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ชอบรำไรและดินชุ่มชื้นระบายน้ำดี

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:08:49 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 6

สำหรับต้นบุหงารำไป ไม่มีชื่อในพรรณป่าไม้ไทย ไม่แน่ใจว่าต้นไหน ลองถามคนขายว่าชื่ออื่นมีหรือไม่
คำว่า บุหงารำไป หมายถึง เครื่องหอมอย่างหนึ่ง, ทำด้วยดอกไม้หลายชนิด ผึ่งแดดให้พอแห้ง พรมน้ำปรุงเล็กน้อย แล้วบรรจุในห่อผ้าโปร่ง หรือผ้าตาพริกไทย ซึ่งอาจจะเย็บเป็นรูปต่าง ๆ ให้สวยงาม. ดอกไม้แห้งนี้ใช้สำหรับอบเสื้อผ้าให้หอม หรือใช้เป็นของชำร่วยก็ได้. ในภาษาไทยมักเรียกย่อ ๆ ว่า บุหงา เช่น เขาใช้บุหงาเป็นของชำร่วยงานแต่งงาน. คำว่า บุหงารำไป เป็นคำภาษาชวา. บุหงา แปลว่า ดอกไม้ รำไป แปลว่า ต่าง ๆ หรือ เบ็ดเตล็ด. บุหงารำไป จึงแปลว่า ดอกไม้ต่าง ๆ ดอกไม้หลายชนิด

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:20:21 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 7

ต้นลำดวนโดยปกติจะมีสีเหลืองนวล แต่ปัจจุบันพบว่ามีต้นที่ให้ดอกสีแดง ซึ่งเกิดจากกลายกลายพันธุ์ รายละเอียดข้อมูลต้นลำดวนและลำดวนแดง มีดังนี้ครับ
ลำดวน
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Melodorum fruticosum Lour. วงศ์ Annonaceae
ชื่อพื้นเมือง อื่นๆ เช่น หอมนวล (เหนือ) ลำดวนดง (จันทบุรี) และ หามโจน (อีสาน)
ลำดวน เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่ร่มรื่น เขียวชะอุ่มตลอดปี ชอบขึ้นในที่ดอน ตามธรรมชาติ และมีน้ำล้อมรอบ มีรูปทรงทั้งต้นและใบเป็นพุ่มที่สวยงาม สูงประมาณ 3-8 เมตร
ใบสีเขียวคล้ำ ผิวลำต้นเกลี้ยงไม่มีขน กิ่งอ่อน ที่แตกใหม่มีสีเขียวอ่อนใบคล้ายใบนมแมว โคนใบและปลายใบแหลม ผิวใบเรียบเกลี้ยง ปลายใบม้วนเข้าหากันเล็กน้อย
ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีเหลืองนวล กลีบนอกสามกลีบล้อมกลีบในสามกลีบ ขนาดโตกว่าดอกนมแมวเล็กน้อย (ยกเว้นต้นที่ค้นพบใหม่) กลิ่นหอมยามเย็น จะเริ่มบานปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว เด็ก ๆ ชอบรับประทาน
การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จึงมักจะพบ ต้นอ่อนงอกตามโคนต้น หรือแตกหน่อจากราก แต่ไม่ควรเก็บเมล็ดไว้นานเพราะเปอร์เซ็นต์ความงอกจะต่ำ หรืออาจขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือ เปลี่ยนยอด
ลำดวนเป็นไม้ประดับและไม้หอม มีสรรพคุณทางสมุนไพรคือเกสรใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง และบำรุงโลหิต ดอกลำดวนเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุสากล และยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย
การค้นพบดอกลำดวนสีแดง
จากรายงานของ หนังสือ กสิกร (2537) กล่าวว่า "เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 คมกริช ยอดแก้ว รับราชการครูอยู่ที่โรงเรียนประชาพัฒนศึกษา ตำบลอีหล่ำ อำเภอเมืองอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ประสงค์จะถ่ายภาพดอกลำดวนอันเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อทำบัตรอวยพรในปี พ.ศ. 2537 จึงเดินค้นหาดอกลำดวนที่มีรูปทรงสวยงามสมบูรณ์ และอยู่ไม่สูงจากพื้นเท่าใดนักจากสวนป่าภายในบริเวณโรงเรียน"
"จากการค้นหาต้นลำดวนในสวนป่าเกือบสองร้อยต้น ปรากฎว่ามีอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้นที่มีดอกสีแดง ต้นลำดวนต้นนี้สูงประมาณ 5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นประมาณ 5 เซนติเมตร และขึ้นแทรกอยู่ระหว่างต้นลำดวนสีเหลืองต้นอื่น ๆ จึงได้ถ่ายภาพไว้ในระยะใกล้ (เฉพาะดอกและใบ) กิ่งที่มีดอก และทั้งต้น"
"เมื่อล้างฟิลม์และขยายภาพเสร็จแล้ว นำภาพดอกลำดวนสีแดงรายงานผู้บังคับบัญชา คือ นายโกสิน พลศักดิ์ อาจารย์ใหญ่ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ท่านจึงสั่งให้นักการภารโรงขยายพันธุ์โดยวิธีตอนกิ่ง แต่ก็ยังไม่ได้ผล เพราะกิ่งนั้นเน่าและกำลังหาวิธีขยายพันธุ์วิธีอื่นอยู่"
"ต้นปี 2537 คมกริช ยอดแก้ว ได้ออกสำรวจหาต้นลำดวนที่มีดอกสีแดงตามสวนสมเด็จศรีนครินทร์ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีต้นลำดวนมากที่สุดในโลก (ประมาณ 40,000 ต้น) แต่ก็ไม่พบ คงพบแต่สีเหลืองนวลเท่านั้น"


โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:29:20 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 8

สาวสันทราย
สาวสันทราย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum quadriloculare (Blanco) Merr.
วงศ์ : Labiatae
ชื่อสามัญ : Quezonla
ชื่ออื่น : เกซอนลา (กรุงเทพมหานคร) จรกา, สาวสันทราย ,ราชินีสันทราย
ลักษณะพืช : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นคลื่น หลังใบสีเขียวเข้มปนดำ ท้องใบสีม่วงแดงเข้ม ดอก สีขาว ออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีม่วงแดงเข้ม ด้านในสีชมพูอ่อนกว่า ปลายสีแดง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบยาว สีม่วงแดงอ่อน โคนหลอดดอกพองเล็กน้อย สีขาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผล สด รูปค่อนข้างทรงกลม สีม่วงแดงเข้มเกือบดำ เป็นมัน
สาวสันทรายเป็นไม้ประดับนำเข้าจากต่างประเทศนานมากแล้ว ออกดอกเดือนธันวาคมถึงเมษายน
ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีใบสีสวยและเมื่อมีดอกก็สวยงามมาก
นิเวศวิททยา ถิ่นกำเนิด ฟิลิปปินส์ ชอบดินร่วน แดดจัด
การขยายพันธุ์ เมล็ด ตอนกิ่ง หน่อ

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:36:45 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 9

ดาวประดับ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cryptostegia grandiflora R.Br.
วงศ์ASCLEPIADACEAE
ชื่อสามัญ Rubber Vine
ชื่ออื่น ๆ บานบุรีม่วง (กรุงเทฑฯ)
ลักษณะพืช ไม้เถาเนื้อแข็งทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 3 - 5 เซนติเมตร ยาว 6 - 10 เซนติเมตร ปลายและโคนแหลม ใบหนาดอก กลีบเลี้ยง 5 แฉก กลีบดอกรูปแตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 5 อัน ผล เป็นฝัก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร เมล็ดแบน มีขนปุย ขนยาว 2 - 3 เซนติเมตร
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิด อินเดีย
ออกดอก ตลอดปี
การขยายพันธ์ เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:41:04 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )

ข้อความ 10

ต้นหิรัญญิการ์ด่าง ก็คือต้นเดียวกับต้นหิรัญญิการ์ แต่เกิดกลายกลายพันธุ์ มีการด่างที่ใบพืช จึงได้สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา รายละเอียดต้นหิรัญญิการ์
ชื่ออื่นๆ : เถาตุ้มยำช้าง
ชื่อสามัญ : Herald Trumpet
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Beaumontia grandiflora Wall.
ลักษณะทรงพุ่ม : ไม้เลื้อยขนาดใหญ่
วงศ์ : Apocynaceae
ถิ่นกำเนิด : จีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัมพูชา ไทย มาเลเซีย ลาว เวียดนาม
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ชอบอยู่กลางแจ้ง
ฤดูการออกดอก :ออกดอกในช่วงเดือน พ.ย. - ม.ค.
เวลาที่ดอกหอม : ช่วงเช้า
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด การตอนกิ่ง ต้องใช้ฮอร์โมนในการเร่งการออกราก เวลาที่ใช้ประมาณ 2 เดือน ดังนั้นถุงที่ใช้ทำตุ้มตอนควรเป็นถุงที่หนากว่าปกติ และการปักชำ

เป็นพันธุ์ไม้หอมที่สามารถปลูกเพื่อประดับเป็นซุ้มกลางแจ้งได้ดี
เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้หอมที่มีใบขนาดใหญ่และหนา มีน้ำหนักมาก ใน 1 ปีแรกควรมีการปักไม้เพื่อกันต้นโยก
มีความต้องการน้ำในการเจริญเติบโตในระดับปานกลาง
บริเวณที่ปลูกควรได้รับแสงแดดเต็มวัน การปลูกในที่มีแสงแดดอ่อนจะทำให้ต้นไม่แข็งแรง ซุ้มที่ให้เกาะยึดต้องมีขนาดใหญ่และแข็งแรง
ข้อมูลอื่นๆ : เป็นพันธุ์ไม้ที่ใช้ในงานประดับอาคารสถานที่ สวน และสนามได้งดงาม

โดย วัฒน์ plantname@hotmail.com [19 ก.พ. 2551 , 11:52:01 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.8.101.227 )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

| หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | เว็บบอร์ด | สินค้าของเรา| บริการของเรา | สารบัญเว็บไซต์ไทย | ข้อเสนอแนะ | ติดต่อโฆษณา| ทีมงานและที่ปรึกษา |

Copyright © by maipradabonline.com All rights reserved .
สงวนสิทธิ์ในภาพและข้อความ ตามกฏหมาย การนำข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ กรุณาขออนุญาตก่อน
โทร :(01)8469556 E-mail :webmaster@maipradabonline.com
ข้อตกลงการใช้บริการ  นโยบายสิทธิส่วนบุคคล