เสวนาจากใจเพื่อแม่โจ้ กับ ส.จันทร และศิษย์เก่ารับเชิญ

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code


สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


คุยกับ ส.จันทร




กระดานนี้ใช้เขียนคุยกันระหว่างพวกเรา ลูกแม่โจ้ ด้วยกัน ครับ
ใครมีอะไรจะเล่าหรือถาม ก็ลองเขียนมานะครับ
จะเกี่ยวเรื่องราวเก่าๆ ในอดีต บุคคลที่ท่านอยากพบ อยากคุย หรืออยากพบ เป็นข่าวฝากถึงกันแบบกันเองครับ

ข้อห้าม.. ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และการบริหารงาน ของ องค์กรใดๆ ในแม่โจ้ ทั้งสิ้น
โปรดอย่าถามมานะครับ

กระดานนี้มีกระดานเดียวครับ โปรดอย่าเปิดกระทู้ใหม่ ผมจะลบทิ้งครับ ขอให้ไปใฃ้กระดานข่าว ที่มีของแต่ละรุ่นอยู่แล้วครับ

ขอบคุณครับ

โดย ส.จันทร - [10 ส.ค. 2548 , 11:50:22 น.] ( IP = 58.147.49.102 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ][ 16 ][ 17 ][ 18 ][ 19 ][ 20 ][ 21 ][ 22 ][ 23 ][ 24 ][ 25 ][ 26 ][ 27 ][ 28 ] [ 29 ] [ 30 ][ 31 ][ 32 ][ 33 ][ 34 ][ 35 ][ 36 ][ 37 ][ 38 ][ 39 ][ 40 ][ 41 ][ 42 ][ 43 ][ 44 ][ 45 ][ 46 ][ 47 ][ 48 ][ 49 ][ 50 ][ 51 ][ 52 ][ 53 ][ 54 ][ 55 ][ 56 ][ 57 ][ 58 ][ 59 ][ 60 ][ 61 ][ 62 ][ 63 ][ 64 ][ 65 ][ 66 ][ 67 ][ 68 ][ 69 ][ 70 ][ 71 ][ 72 ][ 73 ][ 74 ][ 75 ][ 76 ][ 77 ][ 78 ][ 79 ][ 80 ][ 81 ][ 82 ][ 83 ][ 84 ][ 85 ][ 86 ][ 87 ][ 88 ][ 89 ][ 90 ][ 91 ][ 92 ][ 93 ][ 94 ][ 95 ][ 96 ][ 97 ][ 98 ][ 99 ][ 100 ][ 101 ][ 102 ][ 103 ][ 104 ][ 105 ][ 106 ][ 107 ][ 108 ][ 109 ][ 110 ][ 111 ][ 112 ][ 113 ][ 114 ][ 115 ][ 116 ][ 117 ][ 118 ][ 119 ][ 120 ][ 121 ][ 122 ][ 123 ][ 124 ][ 125 ][ 126 ][ 127 ][ 128 ][ 129 ][ 130 ][ 131 ][ 132 ][ 133 ][ 134 ][ 135 ][ 136 ][ 137 ][ 138 ][ 139 ][ 140 ][ 141 ][ 142 ][ 143 ][ 144 ][ 145 ][ 146 ][ 147 ][ 148 ][ 149 ][ 150 ][ 151 ][ 152 ][ 153 ][ 154 ][ 155 ][ 156 ][ 157 ][ 158 ][ 159 ][ 160 ][ 161 ][ 162 ][ 163 ][ 164 ][ 165 ][ 166 ][ 167 ][ 168 ][ 169 ][ 170 ][ 171 ][ 172 ][ 173 ][ 174 ][ 175 ][ 176 ][ 177 ][ 178 ][ 179 ][ 180 ][ 181 ][ 182 ][ 183 ][ 184 ][ 185 ][ 186 ][ 187 ][ 188 ][ 189 ][ 190 ][ 191 ][ 192 ][ 193 ][ 194 ][ 195 ][ 196 ][ 197 ][ 198 ][ 199 ][ 200 ][ 201 ][ 202 ][ 203 ][ 204 ][ 205 ][ 206 ][ 207 ][ 208 ][ 209 ][ 210 ][ 211 ][ 212 ][ 213 ][ 214 ][ 215 ][ 216 ][ 217 ][ 218 ][ 219 ][ 220 ][ 221 ][ 222 ][ 223 ][ 224 ][ 225 ][ 226 ]

ข้อความ 281

ชีวิตจริงที่สู้ชีวิตเริ่มแล้ว
เดินจากวัด 4 กม. ไปเรียนแม่โจ้
กับข้าวกาดแม่โจ้
ชุดลงงานเดินกลับวัด
แกงโฮ๊ะ และตำนานการสู้ชีวิต
บทเรียนที่ไม่มีคนเขียน
ชีวิตที่ต้องสู้เพื่อเรียนให้จบ
น้อยคนที่จะผ่านชีวิตแบบนี้

ชาญกสิกิจ
ชีวิตเหมือนบทละคร
ใจที่แกร่งและมีเหตุผล
ดิ้นรนเพื่อให้ได้ในสิ่งที่หวัง

ขอให้โชคดีครับ

โดย ส.จันทร [13 มี.ค. 2549 , 15:54:55 น.] ( IP = 203.188.3.137 : : )

ข้อความ 282

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
.............ขอบคุณพี่ส.จันทรครับที่ให้กำลังใจความจริงเรื่องราวของผมนั้นพิมพ์จากความจำที่จำได้บ้างจำไม่ได้บ้างบางทีก็นึกผิดไปจากความเป็นจริงเรียกว่าเป็นความจำแบบมวยวัดครับถ้าอ่านเล่นๆก็พอได้แต่ถ้าจะอ่านแบบจริงจังคงจะไม่ได้ความหรอกครับเนื่องจากเส้นเลือดฝอยในสมองผมตีบทำให้สมองบางส่วนทำงานไม่เต็มสภาพครับ.......ขอย้อนหลังเรื่องแกงโฮะต้นตำหรับสักนิดคือก่อนที่จะกินครั้งแรกผมถามเด็กลูกศิษย์วัดว่ากันได้แน่นะท้องไม่เสียหรือเด็กลูกศิษย์วัดตอบว่ารับรองท้องไม่เสียอร่อยจ้าดนักบ่เชื่อลองจิมเต๊อะ......พอได้รับคำตอบอย่างนั้นผมเลยสวาปามพร้อมๆกับลูกศิษย์วัดแถมเณรน้อยด้วยฟาดจนจนพุงกางเลยก็ยังไม่หมดจึงเก็บไว้อุ่นกินวันรุ่งขึ้นผมก็เลยมีอาหารเช้าพร้อมอาหารเที่ยงไปกินที่โรงเรียนอีกห่อใหญ่แต่แกงโฮะต้นตำหรับนี้ไม่ได้เติมวุ้นเส้นนะครับแต่ก็มีวุ้นเส้นในอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวายพระอยู่แล้วเป็นแกงจืดวุ้นเส้น........เล่าไปเล่ามาก็อดแวะเข้ามาเรื่องกินอีกจนได้ก็ผมชอบนี่ครับผลดีของการเป็นไอ้โข่งลูกพี่ของศิษย์วัดก็ดีไปอีกอย่างคือถ้าเราพูดจากับเขาดีๆช่วยงานเขาโดยไม่เกี่ยงแบบลูกศิษย์วัดจอมเกเรเราจะได้รับผลตอบแทนอย่างดีเวลามีขนมต่างๆที่พระท่านฉันท์ไม่หมดเหล่าลูกศิษย์วัดก็จะเก็บไว้ให้กินพร้อมกับบรรยายสรรพคุณความอร่อยของขนมแต่ละอย่างให้ฟัง.....บางครั้งถ้ามีกับข้าวเหลือมากก็จะดัดแปลงปรุงกับข้าวนั้นเสียใหม่ให้รสชาติดีขึ้นแล้วมาชวนผมกินด้วยกันบางทีมีฝนตกในฤดูฝนบางครั้งก็มีแมงมันผุดออกจากรูในดินบินขึ้นฟ้าเป็นหางยาวลูกศิษย์ตัวดีก็เอากาละมังไปนั่งรอปากหลุมพอแมมันผุดขึ้นมาจากหลุมก็จับใส่กาละมังที่ใส่น้ำไว้จนหมดแมงมันออกมาจากหลุมจึงเอากาละมังไปสงเอาตัวแมงมันออกล้างน้ำอีกครั้งแล้วหลบไปติดไฟที่ริมกำแพงวัดหลังกุฏิพระตั้งกระทะพอร้อนก็สงตัวแมงมันใส่กระทะคนไปมาพอแห้งและตัวแมงมันสุกก็พรมน้ำเกลือลงไปคนต่อจนแห้งสนิทตักใส่จานแล้วมาเรียกผมไปกินที่กำแพงวัดเพราะกำแพงวัดจะสร้างหลังคาเป็นแนวยาวติดกำแพงวัด.......ผมถามว่าไม่กลัวพระท่านรู้หรือถ้าท่านรู้มีหวังถูกเฆี่ยนแหงๆเลยเหล่าลูกศิษย์วัดตอบว่าก็อ้ายอย่าไปบอกตุ๊เจ้าก่าผมหัวเราะแล้วตอบรับว่าเออจะไม่บอกจากนั้นก็ลงสวาปามแมงมันคั่วกันอย่างเอร็ดอร่อย
............ระหว่างที่เรียนหนังสือปีที่สามนั้นเพื่อนๆที่ไม่ได้สอบตกบางส่วนก็สมัครเข้าเรียนเทคนิคเกษตรบางส่วนก็ออกไปทำงานกันมีที่เรียนปีสามก็มีผมและบรรดาพวกที่ตกซ้ำชั้นเรียนกันบางคนก็ตกตอนปีที่หนึ่งบางคนก็ตกปีที่สองแต่บางคนก็ตกตอนอยู่ปีที่สามรวมพลแล้วทุกคนได้มาอยู่หอศรีเกษตรส่วนพวกที่หายออกไปทำงานก่อนที่จะขึ้นปีสามก็มีอีกจำนวนหนึ่งเช่นไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน,ตำรวจรถไฟหรือไปเป็นพนักงานขายปุ๋ยหรือเปลี่ยนไปเรียนสาขาวิชาอื่นที่สถาบันอื่นบางคนก็หันกลับไปเรียนชั้นมัธยมปลายวิชาสามัญก็มีซึ่งก็กระจัดกระจายกันไปตามชะตาชีวิตครับแต่ผมก็ยังเป็นนักเรียนแม่โจ้อยู่ปีสาม........ส่วนถั่วเหลืองซึ่งปลูกเป็นงานภาคปฏิบัตินั้นพอถั่วเหลืองเริ่มออกฝักสักราวสองอาทิตย์พอมีเมล็ดผมก็แอบถอนต้นถั่วเหลืองโดยถอนต้นเว้นไว้แล้วจึงถอนอีกต้นดูแล้วจะได้ไม่รู้ว่าถูกถอนเอาใส่ย่ามหนังสือกลับไปวัด.........แล้วให้ลูกศิษย์วัดติดไฟตั้งหม้อใส่น้ำพอน้ำเดือดเมเกลือลงในน้ำไปหน่อยพอมีรสเค็มแล้วเอาต้นถั่วเหลืองใส่ลงไปพอน้ำเดือดอีกครั้งคะว่าถั่วสุกก็รินน้ำออกจากหม้อตั้งไฟไว้อีกอีกสักครู่ยกขึ้นจากไฟ......จากนั้นก็จัดการสวาปามถั่วเหลืองต้มเป็นอาหารว่างกินไปคุยไปอร่อยไม่หยอกผมถอนต้นถั่วเหลืองมาต้มกินแค่สองครั้งเองเพราะถ้าถอนมามากก็จะสังเกตุเห็นว่าถูกถอน
.........ระหว่างที่เรียนนั้นก็เรียนสนุกสนานไปแต่.พอหวนมานึกถึงค่าเทอมแล้วก็ใจหายหดหู่ไปเลยแต่พอโรงเรียนเปิดเทอมได้ราวๆเดือนมีอยู่วันหนึ่ง.......เพื่อนที่เคยรับปากว่าถ้ารู้วิธีหาเงินแล้วจะมาบอกก็มาบอกผมว่าวันเสาร์นี้มีรุ่นพี่อยู่คนหนึ่งชื่อเล่นว่าพี่ต๊อกชื่อจริงผมจำไม่ได้นึกไม่ออกจริงๆครับจะเอาหนังมาฉายใกล้ๆวัดทุ่งหมื่นน้อยที่ผมอาศัยอยู่เพื่อนบอกว่าลองไปพบพี่ต๊อกแล้วคุยดูซี่เผื่อจะได้แนวทางหาเงิน......ผมก็ขอบคุณเพื่อนพอเย็นวันเสาร์ขณะที่ผมกวาดบริเวณวัดอยู่ก็ได้ยินเสียงประกาศจากรถฉายหนังวิ่งมาพร้อมกับประกาศว่าจะมีหนังมาฉายที่สนามที่ว่างกลางหมู่บ้านค่าดูหนังผู้ใหญ่สามบาทเด็กบาทเดียวเป็นหนังฝรั่งแต่จำชื่อเรื่องไม่ได้พอได้ยินเสียงประกาศเหล่าลูกศิษย์วัดต่างก็พูดกับผมว่าอยากดูหนังผม
เลยบอกว่าผมจะเลี้ยงหนังเองแต่ต้องไปขออนุญาตหลวงลุงเจ้าอาวาสเสียก่อนถ้าท่านอนุญาตผมจึงจะเลี้ยงเหล่าลูกศิษย์วัดต่างร้องเฮทิ้งไม้กวาดพากันวิ่งไปหาท่านเจ้าอาวาสหายขึ้นไปพักใหญ่ก็วิ่งกลับลงมาด้วยหน้าตายิ้มแย้มแล้วพูดว่าตุ๊ลุงอนุญาตแล้วผมจึงบอกว่าต้องช่วยกันกวาดลานวัดให้เสร็จเสียก่อนพอได้เวลาแล้วจะพาไป.......เมื่อกวาดลานวัดเสร็จผมก็ไปอาบน้ำแล้วขึ้นไปขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสพาลูกศิษย์วัดไปดูหนังท่านก็อนุญาตแต่กำชับว่าพอหนังเลิกแล้วให้รีบกลับผมจึงรับปาก....พอเวลาราวทุมครึ่งผมก็นำขบวนลูกศิษย์วัดไปยังที่ลานฉายหนังการฉายหนังสมัยนั้นเขาจะใช้ผ้าใบขึงเป็นวงกลมด้านหนึ่งตั้งจอผ้าใบสีขาวมีขอบสีน้ำเงินเข้มรั้วที่กั้นไว้เว้นไว้ด้านหนึ่งด้านตรงข้ามกับจอเป็นทางเข้าออกด้านนอกเป็นที่ตั้งโต๊ะเก็บเงินติดหลอดไฟสว่างคนดูจะซื้อตั๋วแล้วส่งตั๋วให้กับคนเฝ้าประตูแล้วเข้าไปข้างในซึ่งข้างในจะมีแม่ค้าหาบของกินเข้าไปขายข้างในด้วยภายหลังพี่ต๊อกบอกว่าแม่ค้าที่ไปขายของในโรงจะต้องเสียเงินห้าบาทต่อเจ้าก่อนหนังฉายจะเปิดเพลงเรียกคนดูพอได้เวลาฉายก็จะประกาศว่าหนังกำลังจะฉายแล้วผู้ที่ประสงค์จะดูให้รีบออกมาจากบ้านได้แล้วบอกสรรพคุณของหนังไปด้วยพอถึงเวลาฉายหนังไฟในโรงก็ดับลงแล้วหนังก็เริ่มฉาย

โดย ชาญกสิกิจ [14 มี.ค. 2549 , 10:27:15 น.] ( IP = 58.11.41.6 : : )

ข้อความ 283

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
............เสียงในหนังนั้นเป็นเสียงพากษ์จากคนพากษ์ซึ่งบางทีก็มีคนพากษ์เป็นผู้ชายคนเดียวพากษ์ทุกเสียงทั้งชาย,หญิง,เด็กหรือคนแก่แต่บางทีก็มีคนพากษ์สองคนชายและหญิงถ้าเป็นคนพากษ์สองคนเสียงจะฟังเป็นธรรมชาติหน่อย.....พอหนังเริ่มฉายผมก็เข้าไปหาพี่ต๊อกซึ่งกำลังนับเงินที่เก็บได้อยู่หน้าโรงฉายยกมือสวัสดีแล้วบอกพี่ต๊อกว่าผมจะมาพี่ต๊อกหน่อยเกี่ยวกับเรื่องฉายหนังพี่ต๊อกจึงบอกว่าได้ซี่แต่รอซักประเดี้ยวนะให้พี่นับเงินเสร็จเสียก่อนผมจึงรับปากแล้วถอยออกมารอห่างๆ (ลืมบอกไปครับว่าผมซื้อตั๋วเด็กให้ลูกศิษย์วัดราคาใบละหนึ่งบาทเข้าไปดูหนังส่วนผมไม่ได้ดูหนังครับเพราะถึงจะดูก็คงไม่สนุกเพราะใจมัวนึกถึงแต่เรื่องจะหาเงินมาเรียนหนังสือ) .......พอเห็นพี่ต๊อกนับเงินเสร็จเก็บเงินเข้ากระเป๋าถือแล้วผมจึงเดินกลับเข้าไปหาพี่ต๊อกเหลียวมาเห็นก็ชวนให้นั่งเก้าอี้หน้าโรงแล้วเอ่ยขึ้นว่าจะปรึกษาพี่เรื่องอะไรหรือ............ผมจึงเล่าความเป็นมาของผมและความจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาไว้เรียนหนังสือเห็นพี่ต๊อกหารายได้พิเศษหาหนังมาฉายเอาเงินมาไว้เรียนหนังสือผมจึงมาขอปรึกษาและขอคำแนะนำที่จะทำอย่างพี่ต๊อกบ้าง(ขอแทรกนิดหนึ่งความจริงพี่ต๊อกเป็นนักดนตรีเป่าแซกโซโฟนเก่งดูเหมือนเป็นนักดนตรีวงแม่โจ้แต่ตอนหลังไม่ค่อยได้เล่นเพราะออกมาหารายได้พิเศษไว้เป็นทุนครับ) แต่ไม่ได้คิดจะแย่งอาชีพของพี่ต๊อกหหรอกครับ.......พี่ต๊อกจึงพูดว่าอ้อได้ซี่แล้วก็เล่าถึงขั้นตอนต่างๆตั้งแต่เริ่มทำซึ่งจากปากคำของพี่ต๊อกทำให้ผมรู้รายละเอียดขั้นตอนต่างๆของการเอาหนังมาฉายหาเงินกล่าวคือสมัยเมื่อปีพ.ศ.2509นั้นราคาของการเช่าหนังมาฉายนั้นมีราคาตั้งแต่ห้าร้อยบาทขึ้นไปจนถึงสองพันบาท..........คือถ้าเป็นหนังอินเดียหรือหนังฝรั่งที่ไม่ค่อยสนุกก็ราคาห้าร้อยบาทซึ่งเป็นราคาที่รวมทั้งค่าเช่าหนังรวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆเช่นค่าผ้าใบกั้นเป็นโรง,ค่าเครื่องฉาย,เครื่องปั่นไฟ,คนพากษ์หนังเด็กช่วยงาน,ค่ารถรถบรรทุกอุปกรณ์ต่างๆแต่ไม่รวมค่าน้ำมันรถและเครื่องปั่นไฟซึ่งเจ้าของร้านเขาจะเติมน้ำมันไว้เติมถังเมื่อเอารถไปคืนจึงต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังเหมือนเดิมอีกอย่างคือค่าภาษีสรรพสามิตซึ่งต้องไปชำระที่อำเภอเราจะต้องเป็นผู้ชำระ...
............ก่อนที่จะเอาหนังไปฉายสิ่งแรกที่ต้องทำคือตระเวณดูสถานที่เสียก่อนเมื่อเห็นสถานที่เหมาะขั้นต่อมาต้องถามคนแถวนั้นเสียก่อนว่ามีหนังมาฉายที่หมู่บ้านนี้อาทิตย์ที่ผ่านมาหรือไม่เพราะถ้ามีหนังมาฉายก่อนหน้าสักอาทิตย์ถ้าเราไปฉายซ้ำที่ก็จะมีคนมาดูหนังน้อย........ถ้าเป็นหมู่บ้านใหญ่มีตลาดก็มักจะมีโรงหนังสร้างอยู่แล้วเราอาจจะไปเช่าโรงหนีงนั้นก็ได้โดยไม่เอาผ้าใบไปขึงซึ่งก็จะลดเงินค่าเช่าลงได้อีกแต่ก็ต้องไปเสียค่าเช่าโรงหนังสรุปแล้วก็ต้องเสียเงินพอๆกันแต่การเช่าโรงนี้จะทำเมื่อเมื่อมีฝนตกหรือหาบริเวณที่ว่างไม่ได้เท่านั้น.........พอหาที่จะฉายได้แล้วก็ไปที่ร้านสายหนังในเวียงซึ่งมีหลายร้านบริเวณประตูเชียงใหม่ที่บริเวณถนนวิชยานนท์ก็มีเลือกหนังที่จะเอาไปฉายตกลงราคาต่อรองราคากัน.....หนังที่จะเอาไปฉายนี้ถ้าเป็นหนังไทยจะราคาสูงกว่าหนังฝรั่งหรือหนังอินเดียหนังไทยถ้าเป็นหนังที่เพิ่งออกจากโรงมาไม่นานและเป็นหนังดังราคาก็จะสูงอย่างเช่นหนังเรื่องร้อยป่าเมื่อตอนที่ผมเอาไปฉายนั้นราคาถึงสองพันบาทรวมทุกอย่างแล้วหนังเรื่องร้อยป่าครั้งที่ผมเอาไปฉายนั้นพระเอกเสือ กลิ่นสักรับบทโดยมิตร ชัยบัญชานางเอกรับบทโดยเพชรรา เชาวราษฎร์ครับซึ่งสร้างเป็นครั้งแรกส่วนการสร้างครั้งที่บิณ บรรลือฤทธิ์รับบทเสือ กลิ่นสัก เป็นการสร้างครั้งที่สอง......ซึ่งการสร้างครั้งแรกนั้นบิณ บรรลือฤทธิ์ยังไม่ได้เข้าวงการครับ การสร้างครั้งที่สองห่างจากการสร้างครั้งแรกหลายปีปีครับเมื่อตกลงกันได้ก็นัดวันเวลาที่จะมารับหนังไปฉายตอนที่เอาหนังเรื่องร้อยป่าไปฉายนั้นที่แรกผมก็เสียวเหมือนกันกลัวขาดทุนเพราะค่าเช่าตั้งสองพันบาทซึ่งสมัยนั้นเป็นจำนวนเงินมากมากทีเดียวแต่เจ้าของสายหนังก็บอกว่าไม่เป็นไรลองเอาไปฉายก่อนถ้าขาดทุนก็จะลดค่าเช่าให้แต่ถ้าได้กำไรมากก็ต้องเพิ่มเงินค่าเช่าให้เจ้าของสายหนังนะผมก็เลยตกลง........เมื่อตกลงหนังทึ่จะเอาไปฉายได้แล้วเราก็กลับมาเขียนโปสเตอร์ประกาศเรื่องหนังและวันเวลาที่จะมาฉายจากนั้นก็ไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อขออนุญาตฉายหนังและขออนุญาตติดโปสเตอร์โฆษณาพร้อมกับมอบบัตรดูหนังฟรีให้ผู้ใหญ้บ้านจำนวนบัตรก็พอสมควรคะเนเอาเองบัตรที่จะขายนั้นสายหนังจะพิมพ์ให้รวมอยู่ในค่าเช่าแล้วตัวบัตรจะเป็นกระดาษโปสเตอร์อย่างแข็งพิมพ์ชื่อของสายหนังพร้อมที่อยู่ส่วนจำนวนบัตรที่จะเอาก็แล้วแต่เราจะเอาแต่เสร็จงานแล้วต้องคืนให้สายหนังเพราะเขาจะเอาไปวนใช้ได้อีก.......พอได้รับความรู้จากพี่ต๊อกแล้วผมก็ขอบคุณและพูดว่าจะขอทำบ้างเพื่อหาเงินเรียนหนังสือและก่อนที่จะทำผมขอติดตามพี่ต๊อกไปฉายหนังก่อนเป็นความรู้ภาคปฏิบัติเสียก่อนพี่ต๊อกก็ตกลงแต่หยอดคำพูดว่าพอเป็นแล้วอย่ามาแย่งที่ฉายหนังพี่ทำนะโว้ย.....ผมก็บอกว่าจะไม่แย่งพี่ต๊อกแน่นอนครับโดยก่อนจะฉายที่ไหนผมจะมาปรึกษาพี่เสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ซ้ำเรื่องและซ้ำที่กัน..........พอได้รับความรู้จากพี่ต๊อกแล้วก็นั่งคุยกันถึงเรื่องอื่นๆ (ผมลืมทั้งชื่อและรุ่นว่าพี่ต๊อกชื่ออะไรอยู่แม่โจ้รุ่นเท่าไรแต่รุ่นก่อนผมหลายปีทั้งๆที่พี่ต๊อกเคยบอกแล้วแต่มันนานมาแล้วผมลืมเสียสนิทจริงๆไม่รู้จะรุ่นเดียวกับพี่ส.จันทรหรือเปล่า) รอหนังฉายจบเมื่อเด็กลูกศิษย์วัดเดินอกมานอกโรงฉายหนังผมก็สวัสดีลาพี่ต๊อกกลับวัดพร้อมกับความสบายใจที่พอจะมีแนวทางหาเงินแล้ว

โดย ชาญกสิกิจ [15 มี.ค. 2549 , 13:11:48 น.] ( IP = 58.11.41.159 : : )

ข้อความ 284

ผมนึกไม่ออกว่า คุณต๊อก นั้นใคร ขอโทษด้วย

ร้อยป่า ชุดแรกนั้น ผมไม่มีซีดีเก็บไว้เลย
ส่วนชุดสองนั้นผมมีซีดีไว้แล้ว

หนังเร่และวิธีการบริการนั้นน่าสนใจครับ
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งจากโคราช จบหกแล้วหัดพากย์หนัง แล้วเดินสายหนังไปเรื่อยๆ ทั้งภาคเหนือและอิสาน ภายหลังมาเดินสายหนังทางภาคเหนือ
ปัจจุบัน ตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดแพร่ เพราะมารู้จักและมีครอบครัวกับกิจการสายหนังทางนี่ครับ

ชีวิตต้องสู้น่าสนใจครับ ผมรอฟังตอนต่อไปจากคุณชาญกสิกิจครับ

โดย ส.จันทร [15 มี.ค. 2549 , 13:39:55 น.] ( IP = 203.188.57.11 : : )

ข้อความ 285

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
...........หนังเรื่องร้อยป่าที่สร้างครั้งแรกนั้นเป็นหนังขนาดสิบหกมิลลิเมตรครับเวลาฉายก็กว้างไม่เต็มจอสมัยนั้นยังไม่มีการสร้างหนังขนาดสามสิบห้ามิลลิเมตรเสียงในฟิมล์.........มีเฉพาะหนังฝรั่งและหนังอินเดียเท่านั้นที่เป็นหนังขนาดสามสิบห้ามิลลิเมตรและหนังไทยซึ่งสร้างด้วยฟิมล์สิบหกมิลลิเมตรเป็นหนังไม่มีเสียงในฟิมล์ต้องใช้คนพากษ์เอาผมคิดว่าคงจะไม่มีใครเอาลงซี.ดี.เพราะต้องจ้างคนมาพากษ์เพื่อลงเสียงใหม่คิดว่าคงจะไม่คุ้มกับการลงทุนครับ..........ส่วนพี่ต๊อกนั้นผมเดาเอาน่ะครับว่าอาจจะรุ่นเดียวกับพี่ส.จันทรซึ่งอาจจะไม่ใช่ก็ได้ความจริงพี่ต๊อกเคยบอกแต่ผมลืมไปเสียแล้วรวมทั้งชื่อด้วยนึกไม่ออกจริงๆครับพยายามนึกหลายครั้งแล้วพี่ต๊อกนั้นพอจบชั้นปีสามแล้วไม่ได้เรียนต่อเทคนิคเกษตรเงียบหายไปเลยไม่ได้ข่าวคราวมาจนบัดนี้แต่ก็นับว่าพี่ต๊อกมีบุญคุณกับผมเพราะแนะนำเรื่องการฉายหนังเร่......ทำให้ผมมีหนทางหาเงินเพื่อหาเรียนหนังสือนี่ถ้าพี่ต๊อกไม่ยอมบอกวิธีการผมก็คงจะต้องลำบากหาเงินด้วยวิธีอื่นๆอีกเป็นแน่
..............พอถึงวันพุธและวันพฤหัสบดีตอนเย็นหลังจากกินข้าวเย็นแล้วผมก็รีบเดินออกมาคอยพบพี่ต๊อกที่แม่โจ้แล้วพากันออกไปติดโปสเตอร์โฆษณาหนังที่จะฉายตามตลาดที่บริเวณชุมชนบางทีก็ขอติดตามรั้วบ้านเขาแล้วมอบติดตามรั้วบ้านโดยมอบตั๋วดูหนังฟรีให้เจ้าของบ้านเป็นการตอบแทน........เมื่อถึงศุกร์ผมต้องโดดการลงงานภาคบ่ายเข้าเมืองไปกับพี่ต๊อกไปติดต่อรับรถหนังพร้อมกับคนพากษ์และคนฉายหนังพร้อมเด็กคนงานแล้วมุ่งหน้าไปสู่จุดที่จะฉายหนัง.......แต่ก่อนอื่นต้องแวะที่อำเภอก่อนไปที่แผนกสรรพสามิตอำเภอเพื่อเสียภาษีมหรสพจำได้ว่าเสียภาษีเป็นเงินสามสิบกว่าบาทครับพอรับใบเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่จะฉายหนังพอถึงพี่ต๊อกก็จุดธูปบอกขออนุญาตต่อเจ้าที่เจ้าทางบริเวณที่จะฉายหนัง..........จากนั้นเด็กคนงานก็ลงมือกั้นรั้วผ้าเป็นอาณาเขตของโรงตลอดทั้งตั้งจอฉายหนังเมื่อเรียบร้อยพี่ต๊อกก็ให้รถฉายหนังเปิดเครื่องขยายเสียงซึ่งใช้ถ่านไฟฉายออกวิ่งไปตามหมู่บ้านพร้อมกับประกาศว่าจะมีการฉายหนังที่บริเวณที่ตั้งโรงชั่วคราวบอกชื่อเรื่องและชื่อดาราผู้แสดง.......ผมได้ยินประโยคที่ว่าสองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวเข้ามาพร้อมควักมือกำสตางค์ซื้อบัตรดูหนังมาดูหนังสนุกๆกันเป็นครั้งแรกนี่แหละครับพี่ต๊อกพูดเป็นจังหวะฟังเพลินๆเมื่อประกาศทั่วหมู่บ้านแล้วก็กลับมาที่โรงฉายเอาข้าวซึ่งเตรียมซื้อมาจากในเมืองมานั่งล้อมวงกินกันไปคุยกันไป..........พออากาศเริ่มมืดลงก็ติดเครื่องทำไฟเปิดไฟใหสว่างทั่วบริเวณพร้อมเปิดเพลงให้ชาวบ้านฟังเป็นการกระตุ้นให้รีบกินข้าวอาบน้ำแล้วมาดูหนังกันสลับกับการพูดโฆษณาตอนนี้เป็นหน้าที่ของคนพากษ์หนังพูดเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่จะพากษ์หนังจริง.........คนที่มากลุ่มแรกคือพวกบรรดาแม่ค้าต่างพากันหาบขนมทั้งขนมน้ำและขนมแห้งมาขายตอนแรกก็ตั้งขายอยู่หน้าโรงฉายก่อนสักพักคนดูหนังก็เริ่มทะยอยมากันมาแต่ก็แปลกที่คนดูมาถึงแล้วซื้อบัตรดูหนังแล้วแต่ยังไม่ยอมเข้าไปในรั้วผ้าเพื่อจับจองที่นั่งกันแต่กลับเดินเตร่อยู่หน้าโรงหนังซึ่งเปิดไฟสว่างจ้าพร้อมติดโปสเตอร์หนังและรูปภาพของหนังที่จะฉายให้ดูเป็นตัวอย่างบางคนก็ซื้อขนมมาเคี้ยวกินพร้อมกับเดินไปด้วยคนดูนั้น............ถ้าเป็นผู้เฒ่าที่พาลูกหลานมาดูก็มักจะหอบเอาเสื่อมาด้วยเพื่อปูรองนั่งดูหนังและให้เด็กหลับถ้าดูหนังแล้วเกิดง่วงขึ้นมาพวกที่มีเสื่อมาด้วยมักจะไปปูเสื่อกันบริเวณจอหนังทั้งนั่งและนอนดูกันอย่างสุขสบาย
...........เมื่อได้เวลาหนังฉายทางคนพากษ์ก็จะเปิดเพลงมาร์ชสามัคคีสี่เหล่าซึ่งเป็นที่รู้กันว่าถ้าเพลงนี้เปิดเมื่อไรก็แสดงว่าหนังจะฉายแล้วพวกที่ยังเดินแกร่วดูผู้คนอยู่หน้าโรงก็รีบเข้าโรงหนังได้แล้วแม่ค้าที่ขายของอยู่ข้างนอกก็ทะยอยมาซื้อบัตรดูหนังแต่ต้องเพิ่มเงินอีกเป็นค่าเข้าไปขายของกินแล้วพากันหาบเข้าไปในโรงหนังส่วนใหญ่พวกแม่ค้าจะหาบของเข้าไปตั้งบริเวณริมผ้าที่ขึงไว้เป็นโรงฉายโดยหันหลังให้ผ้าไม่มีเจ้าใดเลยที่หาบไปตั้งหาบกลางคนดูผมเข้าใจว่าคงจะกลัวถูกแอบหยิบขนมในหาบไปกินฟรีครับ............พอจบเพลงมาร์ชสามัคคีสี่เหล่าหนังก็เริ่มฉายม้วนแรกมักจะเป็นหนังตัวอย่างฉายให้ดูซึ่งจะตัดเอาตอนที่สนุกๆมาฉายต่อจากหนังตัวอย่างก็จะฉายหนังการ์ตูนสั้นๆเพื่อรอคนดูที่จะมาที่หลังจบหนังการ์ตูนทีนี้ก็จะฉายหนังเรื่องจริงๆ..............การฉายหนังที่ใช้คนพากษ์นั้นคนพากษ์มีความสำคัญมากเพราะคนพากษ์ที่มีลูกเล่นดีบางทีหนังไม่สนุกก็สามารถพากษ์ดัดแปลงบทพูดให้กลายเป็นเรื่องสนุกและตลกขบขันได้สายหนังหนึ่งๆจะมีคนพากษ์หลายคนหลายคู่ถ้าเป็นคนพากษ์ที่เก่งๆพากษ์ที่ไม่สนุกให้สนุกได้ก็จะมีคนที่เอาหนังไปฉายจองคิวไว้เยอะแค่พากษ์ฉากต่อยกันยังพากษ์จนคนดูหัวเราะเกรียวได้เสียงต่อยทีละหมัดก็มีเสียงแตกต่างกันตอนหลังเหล่าบรรดาคนพากษ์ต่างก็พยายามพากในแนวนี้กันทั้งนั้น.........ระหว่างที่หนังฉายพี่ต๊อกก็นั่งนับเงินที่ขายบัตรดูหนังได้เก็บเงินเข้ากระเป๋าถือแล้วก็นั่งคุยกันผมถามว่าขายขายบัตรดูหนังนั้นพี่ต๊อกเอาใครเป็นคนขายพี่ต๊อกบอกว่าก็เอาคนที่คิดว่าไว้ใจได้มาขายซี่หรือเราจะเป็นคนขายเองก็ได้ผมเห็นพี่ต๊อกเอาสาวซึ่งเป็นคนที่ชอบพอกันมาเป็นคนขายส่วนตัวพี่ต๊อกเป็นคนเดินตรวจสภาพทั่วๆไป......เมื่อหนังฉายจบก็เปิดไฟสว่างเมื่อคนดูออกไปจนหมดเด็กคนงานก็เก็บจอหนังม้วนเอาขึ้นหลังคารถแล้วเก็บผ้าที่ขึงม้วนเช่นเดียวกับจอหนังจากนั้นก็ช่วยคนฉายเก็บเครื่องฉายหนังแล้วเครื่องเครื่องรถยนตร์เปิดไฟหน้ารถแล้วจึงดับเครื่องปั่นไฟก่อนที่จะกลับต่างก็ช่วยกันเก็บขยะทั้งหลายที่คนดูทิ้งไว้เกลื่อนให้หมดแล้วจึงกลับเข้าเวียงเอาชุดฉายหนังไปคืนสายหนังในเวียง.........ก่อนที่จะกลับต้องทิปเงินให้กับคนพากษ์หนังรวมทั้งคนงานทุกคนด้วยแต่ถ้าเป็นคนพากษ์ที่พากษ์เก่งๆก็ต้องทิปเงินมากหน่อยเพื่อเป็นการจูงใจให้เขามากับเราอีกในครั้งหน้า

โดย ชาญกสิกิจ [16 มี.ค. 2549 , 13:56:44 น.] ( IP = 58.11.41.3 : : )

ข้อความ 286

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
.............ผมขอเล่าเรื่องต่อจากเมื่อวานนะครับจำนวนเงินที่ทิปนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะได้กำไรมากน้อยเท่าไรเมื่อเอาเครื่องอุปกรณ์ฉายหนังไปส่งให้สายหนังแล้วก็ชำระเงินให้กับเจ้าของก็เป็นอันเสร็จงานเงินส่วนที่เหลือคือกำไรที่เราจะได้ถ้าขาดทุนก็ต้องเจรจากับเจ้าของขอลดราคาลงบ้างให้ขาดทุนน้อยลงหรือถ้าจะให้ดีก็เท่าทุน.......ในวงการฉายหนังเร่นั้นสมัยนั้นอาศัยความไว้ใจซึ่งกันและกันครับยิ่งถ้าเป็นขาประจำกันแล้วไม่ต้องวางเงินล่วงหน้ามาชำระเงินเมื่อฉายหนังได้เงินแล้วเรียกว่าจับเสือมือเปล่ากันทีเดียว........สำหรับผมเมื่อเริ่มต้นเอาหนังไปเร่ฉายเป็นครั้งแรกนั้นก็ต้องเอาเงินไปวางเหมือนกันแต่ผมไม่มีเงินพอที่จะไปวางเลยจึงต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ต๊อกไปเจรจากับเจ้าของสายหนังว่าขอให้ผมไม่ต้องวางเงินเหมือนพี่เขาเพราะพี่ต๊อกเป็นขาประจำของสายหนังเจ้านี้และพี่ต๊อกค้ำประกันว่าผมจะไม่เบี้ยวเขาผมจึงสามารถเอาหนังออกมาฉายได้
...........เมื่อผมไปเรียนรู้งานจากพี่ต๊อกได้สองครั้งผมจึงเริ่มออกฉายเดี่ยวสำหรับการนำหนังออกฉายครั้งแรกของผมรู้สึกตื่นเต้นมากครับแถมด้วยมีความกังวลว่าจะขาดทุนหรือไม่แต่ก็นึกปลอบใจตนเองว่าต้องทำให้ได้เพราะมันเป็นทางที่จะหาเงินมาเรียนหนังสือได้ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เงิน.........เมื่อนึกได้แล้วก็ปลอบใจตัวเองต่อว่าขอให้ไม่ขาดทุนเป็นพอแต่จะได้กำไรมากน้อยแค่ไหนไว้คิดกันทีหลังกำลังใจที่จะนำหนังไปฉายจึงเริ่มมีขึ้น.......ครั้งแรกผมไปปรึกษาพี่ต๊อกถึงสถานที่ที่จะนำหนังไปฉายและสถานที่ฉายของพี่ผมจะได้ไม่ซ้าหรือใกล้กับของพี่ต๊อกตลอดถึงเรื่องของหนังว่าควรจะเอาเรื่องใดไปฉายดีพี่ต๊อกแนะนำว่าควรจะเอาหนังไทยดีกว่าเพราะชาวบานชอบดูแต่ถ้าหนังไทยที่ร้านมีคนอื่นเอาไปฉายหมดก็เอาหนังฝรั่งหรือหนังจีนประเภทแอ๊กชั่นยิงกันจนจอตุงไปตุงมาหรือฟันกันด้วยดาบจนเลือดท่วมจอแทน........เมื่อได้คำแนะนำแล้วตอนเย็นวันพุธผมก็เข้าเวียงไปสายหนังพร้อมพี่ต๊อกเลือกหนังกันซึ่งต่างก็เลือกหนังไทยทั้งคู่แตของผมเป็นหนังเก่ากว่าผมจำชื่อเรื่องไม่ได้ครับจำได้แต่ว่ามิตร ชัยบัญชาและเพชรา ชวราษฎร์แสดงนำเป็นหนังที่ออกจากโรงมาราวปีกว่าๆแล้วส่วนสถานที่ฉายนึกชื่อไม่ออกเช่นเคยจำได้แต่ว่าอยู่ประมาณครึ่งระหว่างอำเภอสันทรายถึงแม่โจ้ถนนจะโค้งเกือบจะเป็นมุมฉากและมีตลาดหัวตรงหัวมุม.........วันพฤหัสบดีผมก็ไปหาเจ้าของที่นาใกล้ตลาดที่พี่ต๊อกเคยเอาหนังไปฉายขอฉายหนังแล้วตกลงให้บัตรดูหนังฟรีจำนวนสี่ใบพร้อมเงินอีกยี่สิบบาทแต่สำหรับเงินนั้นขอผลัดว่าพอหนังฉายแล้วจึงจะให้พอเจ้าของที่นาไปดูหนังก็ไปรับเงินที่หน้าโรงฉายได้เลยแต่ต้องให้เจ้าของที่รับอย่าให้คนอื่นไปรับแทนเพราะผทกลัวจะมีคนแอบอ้างไปรับเงินแทน.......และไปพบผู้ใหญ่บ้านขออนุญาตฉายหนังพร้อมทั้งมอบบัตรดูหนังฟรีให้สี่ใบเท่ากับเจ้าของที่ส่วนโปสเตอร์โฆษณานั้นเนื่องจากผมไม่เก่งในเรื่องการวาดรูปจึงใช้วิธีเขียนตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวด้วยสีโปสเตอร์ลงบนกระดาษโปสเตอร์โดยมีลูกศิษย์วัดเป็นผู้ช่วยซึ่งก็ไม่สวยงามนักแต่ก็มีรายละเอียดของชื่อเรื่องของหนังดารานำแสดงตลอดจนตัวประกอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวตามพระเอกซึ่งส่วนมากจะเป็นดาวตลกพร้อมทั้งกำหนดวันเวลาฉายและสถานที่ฉายครบบริบูรณ์ผมทำโปสเตอร์แค่หกแผ่นนำไปขอติดที่ตลาดและบริเวณใกล้เคียงโดยมองบัตรดูหนังฟรีให้แทนเงินที่ละสองใบบางที่ที่ก็สามใบเพราะเจ้าของที่ติดโปสเตอร์เขาขอเพิ่ม
...........สำหรับการเอาหนังไปฉายครั้งแรกของผมนั้นผมเลือกฉายวันเสาร์เพียงเรื่องเดียวครับเพราะยังมือใหม่อยู่แต่พี่ต็อกนั้นจะฉายสองครั้งคือวันศุกร์และวันเสาร์บางอาทิตย์ถ้ามีหนังดีมาในสายหนังมากก็ฉายวันอาทิตย์หนึ่งเรียกว่ารับเงินกระเป๋าตุงเลยทีเดียวแต่ก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน..........มีบางครั้งที่ฉายก็ขาดทุนเนื่องจากมีคนมาดูหนังน้อยแถมบางครั้งดวงไม่ดีมีฝนตกต้องเลื่อนเวลาฉายออกเพื่อรอฝนหยุดซึ่งก็เป็นธรรมดาคนจะมาดูน้อยมากแต่ก็ต้องฉายเพราะได้เงินน้อยดีกว่าไม่ได้เลย.......สรุปคือถ้าดวงไม่ดีมีฝนตกแทบจะประกันได้เลยว่าเที่ยวนี้ขาดทุนแน่ๆแต่ก็ต้องไปเจรจาขอลดเงินที่จะชำระให้เจ้าของหนังลงหรือขอติดไว้ก่อนไว้ชำระในงวดหน้าเรื่องขอผลัดไปชำระเงินงวดหน้านี่ต้องเป็นขาประจำที่เอาหนังไปฉายมานานแล้วและไม่มีประวัติเบี้ยวเงินเจ้าของสายหนังจึงจะยอมให้ผลัด......ถ้าเป็นคนใหม่อย่างกรุณาเจ้าของสายหนังจะลดเงินค่าเช่าให้บ้างเท่านั้นฉะนั้นการฉายหนังเร่นี่ก็ขึ้นอยู่กับโชคเหมือนกันดังนั้รในช่วงหน้าฝนการเอาหนังไปฉายเร่จะน้อยลงมากบางเจ้าก็ใช้วิธีไปเช่าโรงหนัง(บางคนเรียกวิกหนัง) แล้วฉายก็มีฝนตกยังไงก็ฉายได้แต่รายได้ก็จะน้อยกว่าไม่มีฝนตกอยู่นั่นเอง
...........สำหรับการเอาหนังเร่ไปฉายครั้งแรกของผมนับว่าโชคดีที่ได้กำไรถึงแม้จะไม่มากนักถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะประมาณสองหรือสามร้อยบาทนี่แหละครับซึ่งก็รอดตัวไป.......ตอนที่ไปเสียภาษีสรรพสามิตที่อำเภอนั้นบังเอิญเจอเจ้าหน้าที่ใจดีเข้าเขาบอกว่าความจริงต้องไปขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงที่สถานีตำรวจด้วยจึงจะถูกต้องบริบูรณ์เมื่อลงจากอำเภอแล้วผมก็ไปสถานีตำรวจซึ่งอยู่ใกล้ๆกันขึ้นไปขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงแล้วก็โชคช่วยอีกตามเคยที่ร้อยเวรวันนั้นเป็นนักเรียนรุ่นพี่ของผมสมัยเมื่อเรียนชั้นมัธยมพอเห็นหน้าจำกันได้จึงทักทายถามประวัติความเป็นมากัน.......ขั้นตอนการขออนุญาตไม่ยากแต่เสียเวลาคุยกันอยู่นานพอสมควรจนเย็นลงมากผมจึงขอลารุ่นพี่ที่เป็นร้อยเวรอกเดินทางไปที่ฉายพอถึงเด็กก็จัดการขึงผ้าและตั้งจอหนังส่วนผมก็ติดรถไปโฆษณาโดยขอให้คนพากษ์เป็นคนพูดโฆษณาส่วนผมก็ได้แต่นั่งฟัง.......คอยจับลีลาการพูดและสำเนียงการพูดเอาไว้เพื่อเป็นแบบอย่าง

โดย ชาญกสิกิจ [17 มี.ค. 2549 , 15:30:20 น.] ( IP = 58.11.41.109 : : )

ข้อความ 287

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
............เมื่อโฆษณาจนทั่วหมู่บ้านแล้วก็กลับมาบริเวณที่จะฉายหนังก็รวมกลุ่มกินข้าวกันโดยซื้อมาจากในเวียงพออิ่มนั่งคุยกันสักพักก็ติดเครื่องปั่นไฟเปิดเสียงเพลงสลับกับการโฆษณาหนังและการพูดเชิญชวนให้มาดูหนัง.......เมื่ออากาศมืดสนิทก็เริ่มมีคนทะยอยกันมาพร้อมกับแม่ค้าที่หาบของมาขายผมจึงเริ่มใจชื้นขึ้นที่มีคนมาดูหนังที่เรานำมาฉายพอเวลาผ่านไปจนเกือบได้เวลาฉายหนังเสียงเพลงก็เกิดเงียบสนิทไปทันทีพนักงานก็ตรวจดูแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติเลยแต่เสียงทำไมถึงไม่ดังก็ไม่รู้พนักงานสาละวนหาสาเหตุกันนานแต่ก็ยังแก้ไขไม่ได้........แต่ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้ขออนุญาตท่านเจ้าที่เจ้าทางเลยทั้งๆที่เตรียมธูปเทียนและพวงมาลัยมาแล้วจึงรีบไปเอาธูปเทียนพร้อมพวงมาลัยไปที่มุมคันนาและจุดธูปเทียนขอขมาท่านเจ้าที่เจ้าทางที่ทำอะไรไม่ถูกไม่ควรไปพร้อมกับขออนุญาตฉายหนังที่บริเวณนี้แล้วถวายพวงมาลัยเมื่อผมจุดธูปเทียนขอขมาและขออนุญาตุได้ครู่ใหญ่เสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงก็ดังเหมือนเดิม........ซึ่งก็น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันผมจึงเชื่อว่าเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักสิทธิ์มีจริงจากนั้นมาทุกครั้งที่นำหนังไปฉายเมื่อไปถึงที่แล้วสิ่งแรกที่ทำคือจุดธูปเทียนขออนุญาตท่านเจ้าที่เจ้าทางเสมอก่อนที่จะทำสิ่งใดต่อไป......ซึ่งทำให้อุปสรรคทั้งหลายเกือบจะไม่มีเลย
...........พอคนเริ่มมากันแล้วผมก็เอาโต๊ะพับได้ขนาดเล็กมาตั้งหน้าโรงแล้วเริ่มขายบัตรตอนแรกผมเป็นคนขายเองเพราะยังหาคนที่ไว้ใจได้มาขายยังไม่ได้ขณะที่ขายบัตรใจก็ภาวนาไปว่าขอให้คนมาดูเยอะๆตอนขายบัตรนี่ไม่ได้จำหรือนับว่าได้เงินแล้วกี่บาทผมซื้อย่ามใบหนึ่งมาห้อยคอสำหรับใส่เงินและมีกระป๋องใส่ขนมปังกรอบมาวางไว้บนโต๊ะสำหรับใสสตางค์เหรียญ.......เมื่อหนังเริ่มฉายได้ราวๆครึ่งชั่วโมงผมก็ควักเอาเงินในย่ามมานับรวมทั้งเศษสตางค์ปรากฎว่าหักต้นทุนเช่นค่าเช่าหนังค่าข้าวเย็นที่ซื้อมาจากในเวียงรวมทั้งหักไว้เป็นค่าเติมน้ำมันรถและเครื่องปั่นไฟอีกสองร้อยบาทก็ยังมีเงินเหลือประมาณสองหรือสามร้อยบาทนี่แหละครับ.......โล่งใจไปทีที่ไม่ขาดทุนแถมยังได้กำไรเสียอีกทำให้มีกำลังใจขึ้นอักโขที่ได้เงินเป็นทุนในการเรียนหนังสือที่แม่โจ้ก้อนแรกถึงแม้จะไม่มากนักก็ตามระหว่างหนังฉายผมก็ไปซื้อขนมและน้ำหวานมาเลี้ยงคณะที่มากันทุกคนเพื่อเป็นกำลังใจพอหนังฉายจบเรื่องผมก็ขอให้คนพากษ์พูดขอบคุณผู้คนที่เขามาดูหนัง........คนพากษ์ที่มาพากษ์หนังกับผมนี้นับว่าฝีมือใช้ได้ครับมีลูกเล่นทำให้เวลาพากษ์ทำให้หนังดูสนุกขึ้นมีเสียงหัวเราะของคนดูดังขึ้นเป็นระยะมีข้อบกพร่องอยู่อย่างเดียวคือเวลาดัดเสียงพากษ์ผู้หญิงเสียงห้าวไปหน่อยจนมีเสียงเหมือนกระเทยควายยังไงยังงั้นเลยเมื่อเอาหนังมาคืนให้สายหนังแล้วผมแถมเงินให้คนพากษ์สามสิบบาทเพื่อเป็นสินน้ำใจ........คืนน้ำหลังจากส่งหนังและอุปกรณ์ให้กับสายหนังแล้วผมก็ขึ้นสามล้อปั่นมากินข้าวต้มปากหมาที่สะพานแม่ข่าถนนท่าแพจากนั้นจึงเดินกินลมชมวิวไปพักที่โรงแรมศรีประกาศริมแม่น้ำปิงเลยจากเชิงสะพานแก้วนวรัฐไปทางถนนที่ไปอำเภอสารภีเพราะค่าเช่าห้องพักค่อนข้างถูกคืนละสิบห้าบาทเท่านั้นพอสว่างก็ขึ้นสามล้อมาขึ้นรถโดยสารไปแม่โจ้ที่กาดต้นลำใย
..........เมื่อถึงแม่โจ้ผมก็ลงรถที่ปากถนนเข้าสู่วัดทุ่งหมื่นน้อยเดินกลับเข้าวัดแล้วขึ้นไปบนกุฎิท่านเจ้าอาวาสนมัสการท่านแล้วเล่าถึงการที่ผมไปฉายหนังเร่หาเงินเรียนหนังสือและเมื่อคืนผมพักในเมืองเพราะรถโดยสาสรไม่มีถ้าเหมารถราคาจะแพงกว่าพักที่ในเมืองจากนั้นก็กลับห้องพักนมัสการพระลูกวัดที่ผมพักอยู่ด้วยผลัดผ้าอาบน้ำอีกครั้งแล้วนอนพักหลับไปอีกมาตื่นเอาเมื่อเวลาเที่ยงจึงลุกขึ้นล้างหน้าและกินข้าวเที่ยงกับลูกศิษย์วัดอิ่มแล้วลูกศิษย์วัดเอาถ้วยชามไปล้างคว่ำชามตากแดด......ผมจึงชวนลูกศิษย์วัดไปกวาดลานวัดกันระหว่างกวาดลานวัดลูกศิษย์วัดก็ถามเรื่องการเอาหนังไปฉายและพูดว่าอยากไปด้วยผมจึงตอบว่าไม่ได้หรอกเดี้ยวเจ้าอาวาสท่านดุเอา.......ถ้าคราวหน้าผมจะซื้อขนมมาฝากแล้วกันจากนั้นผมก็ชวนคุยถึงเรื่องอาหารที่จะทำกินกันเย็นนี้เพื่อหันเหความสนใจของลูกศิษย์วัดซึ่งก็ได้ผลตกลงว่าเย็นนั้นผมจะทำแกงจืดไข่น้ำเลี้ยงเป็นอาหารมื้อเย็นโดยผมออกไปซื้อไข่,น้ำมันหมูและที่ขาดไม่ได้คือผงชูรสจากร้านขายของเล็กๆข้างวัดซึ่งชาวบ้านเขาตั้งเพิงหน้าบ้านขายของทั้งของกินและของใช้อย่างเล็กอย่างละน้อยและกลับมาวัดให้ลูกสิษย์วัดติดไฟตั้งกระทะเอาน้ำมันหมูเทใส่นิดหน่อยเกลี่ยให้น้ำมันถูกกระทะทั่วกันต่อยไข่ใส่ชามตีให้แตกพอกระทะร้อนก็เอาไข่เทใส่เอียงกระทะให้ไข่ไหลทั่วกระทะทิ้งไว้พักหนึ่งจึงแซะเอาไข่ที่สุกแห้งเป็นแผ่นมาหั่นเป็นเส้นเล็กๆจากนั้นจึงเอาหม้อใส่น้ำตั้งไฟพอเดือดจึงเอาน้ำมันหมูหยอดลงไปเติมเกลือและผงชูรสชิมดูพอได้ที่จึงเอาไข่ที่หั่นเป็นเต็มลงไปทิ้งให้เดือดอีกที่หนึ่งจึงตักใส่ชามยกมากันกินอย่างเอร็ดอร่อยตามประสา........พออิ่มก็ให้เด็กเอาชามไปล้างส่วนผมก็เดินเข้าที่พักพอดีกับพระที่ผทพักอยู่ด้วยกับชาวบ้านอีกสองคนกำลังนั่งคุยกันถึงสรรพคุณของพระเครื่องกันผมจึงเร่เข้าไปคุยด้วยด้วยจากนั้นก็มีการเอาพระเครื่องมาดูกันและมีการปลุกพระดูอิทธิฤทธิ์ผมก็ดูอยู่ด้วยบางองค์คนปลุกก็ตัวสั่นเทิ้มกระโดดตัวลอยบางองค์ก็เฉยๆทั้งหมดทำกันอยู่จนดึกชาวบ้านจึงลาพระกลับไปผมจึงหลีกมานอนในที่ของตัวเอง........รุ่งขึ้นผมตื่นอาบน้ำล้างหน้าแล้วมาทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูบริเวณกุฏิเจ้าอาวาสและห้องพักที่ผมพักอยู่พอสะอาดแล้วผมจึงบอกพระที่ผมพักอยู่ด้วยและขึ้นไปบนกุฏิเจ้าอาวาสเรียนท่านว่าผมจะไปที่แม่โจ้เพื่อหาเพื่อนแล้วออกเดินมาแม่โจ้พอถึงก็ไปหอศรีเกษตรเพื่อคุยกับเพื่อนจนเที่ยงเพื่อนๆจึงไปกินข้าวที่โรงอาหารแล้วเอาข้าวผัดมาเผื่อผมซึ่งรออยู่ที่หอกินด้วยซึ่งทุ่นค่าอาหารมื้อเที่ยงไปอีกมื้อหนึ่ง

โดย ชาญกสิกิจ [18 มี.ค. 2549 , 16:47:26 น.] ( IP = 58.11.41.68 : : )

ข้อความ 288

ชีวิตฉายหนังเร่เริ่มแล้ว
ชาญกสิกิจ ประเดิทงานแรก
จากคำเล่า ตลาดและหมู่บ้านทางโค้งหักมุมนั้น
น่าจะเป็น บ้านป่าเหมือดครับ

ตลาดป่าเหมือด อยู่หัวมุมสามแยกเลยครับ
กำไรสองสามร้อยก็นับว่าโชคดีครับ
เท่ากับรายจ่ายที่จำเป็นได้ 3 เดือน

เล่าต่อไปครับ ผมเกริ่นลงในวิทยุทุกวันเสาร์
น้องๆ สนใจกันมากครับ

โดย ส.จันทร [18 มี.ค. 2549 , 18:28:52 น.] ( IP = 203.188.60.30 : : )

ข้อความ 289

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
...........คงจะเป็นบ้านป่าเหมือดอย่างที่พี่ส.จันทรบอกครับเพราะผมนึกไม่ออกจริงๆและที่ตลาดบ้านป่าเหมือดนี้นอกจากจะเอาหนังไปฉายแล้วในเทอมที่สองผมยังไปเที่ยวงานปอยและได้เห็นจังหวะรำวงแปลกๆที่ผมก็ยังงงอยู่ว่าจังหวะนี้มีด้วยเหรอแล้วจะเล่าให้ฟังวันหลัง.......ส่วนกำไรที่ได้สองร้อยกว่าบาทนิดหน่อยนั้นหลังจากหักค่าข้าวต้มปากหมาและที่พักโรงแรมศรีประกาศและค่าทิปให้คนพากษ์หนังแล้วเหลืออยู่ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบบาทเท่านั้นก็ยังดีครับที่ได้เงินก้อนแรกไว้เป็นทุนครับ...........พอกินข้าวเที่ยงเสร็จก็คุยกันต่อเพื่อนถามว่าเอ็งจะฉายหนังหาตลอดไปเหมือนพี่ต๊อกหรือเปล่าผมก็ตอบว่าคงไม่แน่นอนว่ะเพราะเอาหนังไปฉายแต่ละทีเหนื่อยว่ะแล้วที่สำคัญคือความกลัวว่าจะขาดทุนมีอยู่ตลอด........เพราะถ้าขาดทุนทีหนึ่งกำไรที่หาได้สองสามครั้งก็หายไปหมดว่ะเพื่อนบางคนบอกว่าคราวหลังถ้าเอาหนังไปฉายก็ไปช่วยเอ็งก็ได้วะเอ็งจะได้เหนื่อยน้อยลงไงล่ะไม่กูคิดตังนะโว้ยซึ่งผมก็ขอบคุณเพื่อนแล้วต่อด้วยคำพูดว่าถ้าเอาหนังไปฉายคราวหน้ากูจะบอก........เย็นวันนั้นเพื่อนบอกให้รออยู่ที่หอก่อนจะเอาข้าวที่โรงครัวมาฝากผมก็ทำเชิงบอกปฏิเสธโดยบอกว่าจะรีบกลับไปวัดทั้งๆที่ใจก็จะอยู่กินข้าวฟรีอยู่แล้วแต่ที่ปฏิเสธก็เพราะกลัวเสียเหลี่ยมเนื่องจากกินฟรีมื้อเที่ยงมาแล้วพอเพื่อนบอกว่าเอาเหอะน่ากูไปกินแป๊บเดียวแล้วจะรีบกลับเอาข้าวมาฝากเมื่อได้ยินเพื่อนพูดดังนั้นก็รีบตอบตกลงทันทีเพราะกลัวจะไม่ได้กินข้าวเย็นฟรีครับ
............พอเริ่มมีเงินสำหรับเรียนหนังสือกำลังใจเรียนก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นและเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุมนักเรียนรุ่นน้องลงงานครั้งที่ได้คุมงานนั้นท่านอาจารย์พ.ต.เพียร จรรย์สืบศรีให้ผมพานักเรียนรุ่นน้องไปฟันหญ้าต้นคล้ายกับต้นข้าวโพดแต่นึกชื่อหญ้านี้ไม่ออกครับต้นสูงท่วมหัว (นึกได้แว๊บๆขึ้นมาว่าพันธุ์กัวเตมาลาหรือไงนี่แหละครับไม่แน่ใจอาจจะผิดก็ได้) เพื่อเอามาทำหญ้าหมักให้วัวกินโดยเมื่อตัดหญ้ามาแล้วก็เอามาหั่นให้สั้นลงหน่อยแล้วเอาไปใส่ในถังโลหะที่เรียกไซโล......ซึ่งข้างถังจะทำเป็นประตูปิดเปิดเป็นสามระยะตามความสูงเมื่อใส่หญ้าลงไปพร้อมกับย่ำให้แน่นเมื่อหญ้าสูงถึงขอบประตูก็เอาปุ๋ยยูเรียโรยไปบนหญ้าให้ทั่วพร้อมกับปิดประตูจากนั้นก็เอาหญ้าใส่ทับลงไปอีกพร้อมกับย่ำให้แน่นจนถึงประตูที่สองก็เอาปุ๋ยยูเรียโรยอีกทำอย่างนี้จนสูงถึงยอดไซโลชั้นบนสุดเป็นหญ้าซึ่งเหยียบจนแน่นหมักไว้จนได้ที่เป็นเวลาประมาณสิบห้าวันหรือเดือนหนึ่งนี่แหละครับผมจำไม่ค่อยได้.........จึงเอาออกมาให้วัวกินสลับกับฟางหญ้าที่หมักจนได้ที่นี้สีจะเป็นสีเหลืองปนเขียวมีกลิ่นเปรี้ยวๆซึ่งท่านอาจารย์เพียรบอกว่าวัวชอบกินหญ้าหมักมากกว่าฟาง......ระหว่างที่ผมคุมงานรุ่นน้องตัดหญ้าอยู่นั้นผมก็ตัดหญ้าด้วยไม่ได้ยืนคุมเฉยๆกลัวรุ่นน้องนินทาเอาครับแต่ตอนที่เอาหญ้าใส่ในไซโลนั้นท่านอาจารย์เพียรเป็นคนคุมงานเองครับ.........ไซโลนั้นอยู่ที่คอกวัวใหม่ที่สร้างอยู่ตรงข้ามกับสวนลำใยอยู่ฝั่งเดียวกับโรงสีข้าวห่างจากโรงสีข้าวประมาณราวร้อยเมตรครับ
...........ส่วนถั่วเหลืองที่ปลูกนั้นพอถั่วมีฝักและมีเมล็ดผมก็แอบถอนต้นถั่วเหลืองตอนที่ขึ้นแน่นออกเอากลับไปวัดต้มจนเดือดคะเนพอถั่วสุกจึงเอาเกลือใส่ลงไปชิมน้ำดูพอเค็มทิ้งไว้สักพักจึงเอาต้นถั่วขึ้นมาผึ่งจนเย็นจึงแกะฝักเอาเมล็ดถั่วมากินเค็มนิดหน่อยรสมันๆกินกับลูกศิษย์วัดเพลินไปเลยเป็นขนมหลังอาหารที่ไม่ต้องซื้อทุ่นสตางค์ไปได้ครับ..........ตอนอยู่ที่วัดนี่ผมพยายามหาทางประหยัดเงินทุกทางที่นึกออกบางทีก็เอาข้าวนึ่งและกับข้าวที่เหลือจากเมื่อวานห่อไปกินโรงเรียนด้วยโดยห่อเอาไปกินทั้งมื้อเช้าและกลางวันแต่ถ้าเป็นวันพระจะมีกับข้าวและขนมซึ่งเป็นขนมจ๊อกและขนมกล้วยมากหน่อยก็เอาไปเผื่อเพื่อนที่พักหอไว้กินตอนกลางคืน........บางวันพระก็มีกับข้าวที่ดีๆเช่นแกงฮังเลหรือขนมไข่หงส์อย่างนี้ก็อร่อยผมละแถมยังมีแกงโฮะต้นตำหรับไว้กินอีกหลายวันต่อมาทีเดียวผมเคยนึกพิเรนว่าอยากให้มีวันพระบ่อยๆจะได้มีของกินมากๆไม่รู้ว่าจะบาปหรือเปล่าที่นึกแบบนี้เพราะคิดถึงเรื่องกินเป็นหลักอย่างนี้..........ผมถูกแม่ค้าในตลาดแม่โจ้ตั้งชื่อให้ผมแบบล้อเลียนโดยเรียกผมว่าเมื่อผมเดินไปตลาดเพื่อซื้ออาหารกินในวันที่ไม่มีอาหารเตรียมไปจากวัดพอผมเดินไปถึงตลบาดเมื่อแม่ค้ามองเห็นผมก็จะเรียกผมว่าอ้าวนักเรียนแกงโฮะมาแล้ววันนี้เอาอย่างเก่าแม่นก่อครั้งแรกที่ผมได้ยินก็รู้สึกอายพอสมควรแต่แล้วก็คิดว่าถึงเราจะซื้ออาหารราคาถูกแต่ก็เป็นเงินของเราไม่ได้ขอทานใครมานี่พอได้อย่างนี้ความอายก็หายไปนึกเพียงว่าที่เขาเรียกอย่างนั้นก็เพื่อหยอกล้อเล่นเท่านั้นแล้วแม่ค้าที่ผมซื้ออาหารและข้าวนึ่งประจำนั้นแกมีลูกชายอยู่คนหนึ่งสติปัญญาเพี้ยนๆชาวบ้านเรียกว่าไอ้เป๋ยเด็กคนนี้แต่งกายมอมแมมไม่มีพิษมีภัยกับใครหัวเราะร่วนไปเรื่อยเวลาเจอผมจะหัวเราะร่วนและเรียกผมว่าอ้ายแกงโฮะไปตางใดมาซึ่งผมก็ไม่ถือและทักทายด้วยอ้ายเป๋ยเลยเอาผมเป็นเพื่อนไปเลยมีอยู่ครั้งหนึ่งผมเอาหนังไปฉายที่หมู่บ้านเลยแม่โจ้ขึ้นไปทางอำเภอแม่ริมไอ้เป๋ยยังอุตส่าห์เดินไปไปเที่ยวแต่ไม่มีสตางค์จะดูหนังเมื่อเห็นผมเข้าไอ้เป๋ยก็เร่เข้ามาหาแล้วบอกว่าอยากดูหนังแต่ไมมีสตางค์จะขอดูฟรีได้ไหมผมก็เลยให้ดูฟรีและแถมเงินให้ไปซื้อขนมอีกสามบาทตั้งแต่นั้นถ้าไอ้เป๋ยรู้ว่าผมไปฉายหนังในที่ซึ่งไม่ไกลเกินไปเป็นต้องเดินไปขอดูหนังฟรีเสมอ แล้วผมจะเล่าเรื่องการเอาหนังไปฉายให้อ่านกันอีกในบางที่ครับ

โดย ชาญกสิกิจ [19 มี.ค. 2549 , 16:37:04 น.] ( IP = 58.11.41.124 : : )

ข้อความ 290

เป๋ย... เป็นคนที่ผมเห็นเขามานานตั้งแต่เด็กจนโต

ปัจจุบันเขาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว
งานฌาปนกิจของเป๋ยที่สุสานแม่โจ้
มีคนไปร่วมพิธีมากมาย
เราเขาช่วยงาน เห็นทุกงาน ในแม่โจ้
ไม่ว่างานกิใ หรืองานอะไร เป๋ยไปช่วยหมด
เมื่อเขาเสียชีวิตนั้น มีคนไปงานฌาปนกิจเขามากมายครับ
เป็นเรื่องเล่าที่คนในตลาดแม่ดจ้เล่าขานกันมาหลายปีครับ

โดย ส.จันทร [19 มี.ค. 2549 , 17:33:52 น.] ( IP = 203.188.35.43 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ][ 16 ][ 17 ][ 18 ][ 19 ][ 20 ][ 21 ][ 22 ][ 23 ][ 24 ][ 25 ][ 26 ][ 27 ][ 28 ] [ 29 ] [ 30 ][ 31 ][ 32 ][ 33 ][ 34 ][ 35 ][ 36 ][ 37 ][ 38 ][ 39 ][ 40 ][ 41 ][ 42 ][ 43 ][ 44 ][ 45 ][ 46 ][ 47 ][ 48 ][ 49 ][ 50 ][ 51 ][ 52 ][ 53 ][ 54 ][ 55 ][ 56 ][ 57 ][ 58 ][ 59 ][ 60 ][ 61 ][ 62 ][ 63 ][ 64 ][ 65 ][ 66 ][ 67 ][ 68 ][ 69 ][ 70 ][ 71 ][ 72 ][ 73 ][ 74 ][ 75 ][ 76 ][ 77 ][ 78 ][ 79 ][ 80 ][ 81 ][ 82 ][ 83 ][ 84 ][ 85 ][ 86 ][ 87 ][ 88 ][ 89 ][ 90 ][ 91 ][ 92 ][ 93 ][ 94 ][ 95 ][ 96 ][ 97 ][ 98 ][ 99 ][ 100 ][ 101 ][ 102 ][ 103 ][ 104 ][ 105 ][ 106 ][ 107 ][ 108 ][ 109 ][ 110 ][ 111 ][ 112 ][ 113 ][ 114 ][ 115 ][ 116 ][ 117 ][ 118 ][ 119 ][ 120 ][ 121 ][ 122 ][ 123 ][ 124 ][ 125 ][ 126 ][ 127 ][ 128 ][ 129 ][ 130 ][ 131 ][ 132 ][ 133 ][ 134 ][ 135 ][ 136 ][ 137 ][ 138 ][ 139 ][ 140 ][ 141 ][ 142 ][ 143 ][ 144 ][ 145 ][ 146 ][ 147 ][ 148 ][ 149 ][ 150 ][ 151 ][ 152 ][ 153 ][ 154 ][ 155 ][ 156 ][ 157 ][ 158 ][ 159 ][ 160 ][ 161 ][ 162 ][ 163 ][ 164 ][ 165 ][ 166 ][ 167 ][ 168 ][ 169 ][ 170 ][ 171 ][ 172 ][ 173 ][ 174 ][ 175 ][ 176 ][ 177 ][ 178 ][ 179 ][ 180 ][ 181 ][ 182 ][ 183 ][ 184 ][ 185 ][ 186 ][ 187 ][ 188 ][ 189 ][ 190 ][ 191 ][ 192 ][ 193 ][ 194 ][ 195 ][ 196 ][ 197 ][ 198 ][ 199 ][ 200 ][ 201 ][ 202 ][ 203 ][ 204 ][ 205 ][ 206 ][ 207 ][ 208 ][ 209 ][ 210 ][ 211 ][ 212 ][ 213 ][ 214 ][ 215 ][ 216 ][ 217 ][ 218 ][ 219 ][ 220 ][ 221 ][ 222 ][ 223 ][ 224 ][ 225 ][ 226 ]

พูดคุยฉันท์พี่น้อง
จากลูกแม่โจ้รุ่นและชื่อ : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด