เสวนาจากใจเพื่อแม่โจ้ กับ ส.จันทร และศิษย์เก่ารับเชิญ

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code


สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


คุยกับ ส.จันทร




กระดานนี้ใช้เขียนคุยกันระหว่างพวกเรา ลูกแม่โจ้ ด้วยกัน ครับ
ใครมีอะไรจะเล่าหรือถาม ก็ลองเขียนมานะครับ
จะเกี่ยวเรื่องราวเก่าๆ ในอดีต บุคคลที่ท่านอยากพบ อยากคุย หรืออยากพบ เป็นข่าวฝากถึงกันแบบกันเองครับ

ข้อห้าม.. ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และการบริหารงาน ของ องค์กรใดๆ ในแม่โจ้ ทั้งสิ้น
โปรดอย่าถามมานะครับ

กระดานนี้มีกระดานเดียวครับ โปรดอย่าเปิดกระทู้ใหม่ ผมจะลบทิ้งครับ ขอให้ไปใฃ้กระดานข่าว ที่มีของแต่ละรุ่นอยู่แล้วครับ

ขอบคุณครับ

โดย ส.จันทร - [10 ส.ค. 2548 , 11:50:22 น.] ( IP = 58.147.49.102 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ][ 16 ][ 17 ][ 18 ][ 19 ][ 20 ][ 21 ][ 22 ][ 23 ][ 24 ][ 25 ][ 26 ][ 27 ] [ 28 ] [ 29 ][ 30 ][ 31 ][ 32 ][ 33 ][ 34 ][ 35 ][ 36 ][ 37 ][ 38 ][ 39 ][ 40 ][ 41 ][ 42 ][ 43 ][ 44 ][ 45 ][ 46 ][ 47 ][ 48 ][ 49 ][ 50 ][ 51 ][ 52 ][ 53 ][ 54 ][ 55 ][ 56 ][ 57 ][ 58 ][ 59 ][ 60 ][ 61 ][ 62 ][ 63 ][ 64 ][ 65 ][ 66 ][ 67 ][ 68 ][ 69 ][ 70 ][ 71 ][ 72 ][ 73 ][ 74 ][ 75 ][ 76 ][ 77 ][ 78 ][ 79 ][ 80 ][ 81 ][ 82 ][ 83 ][ 84 ][ 85 ][ 86 ][ 87 ][ 88 ][ 89 ][ 90 ][ 91 ][ 92 ][ 93 ][ 94 ][ 95 ][ 96 ][ 97 ][ 98 ][ 99 ][ 100 ][ 101 ][ 102 ][ 103 ][ 104 ][ 105 ][ 106 ][ 107 ][ 108 ][ 109 ][ 110 ][ 111 ][ 112 ][ 113 ][ 114 ][ 115 ][ 116 ][ 117 ][ 118 ][ 119 ][ 120 ][ 121 ][ 122 ][ 123 ][ 124 ][ 125 ][ 126 ][ 127 ][ 128 ][ 129 ][ 130 ][ 131 ][ 132 ][ 133 ][ 134 ][ 135 ][ 136 ][ 137 ][ 138 ][ 139 ][ 140 ][ 141 ][ 142 ][ 143 ][ 144 ][ 145 ][ 146 ][ 147 ][ 148 ][ 149 ][ 150 ][ 151 ][ 152 ][ 153 ][ 154 ][ 155 ][ 156 ][ 157 ][ 158 ][ 159 ][ 160 ][ 161 ][ 162 ][ 163 ][ 164 ][ 165 ][ 166 ][ 167 ][ 168 ][ 169 ][ 170 ][ 171 ][ 172 ][ 173 ][ 174 ][ 175 ][ 176 ][ 177 ][ 178 ][ 179 ][ 180 ][ 181 ][ 182 ][ 183 ][ 184 ][ 185 ][ 186 ][ 187 ][ 188 ][ 189 ][ 190 ][ 191 ][ 192 ][ 193 ][ 194 ][ 195 ][ 196 ][ 197 ][ 198 ][ 199 ][ 200 ][ 201 ][ 202 ][ 203 ][ 204 ][ 205 ][ 206 ][ 207 ][ 208 ][ 209 ][ 210 ][ 211 ][ 212 ][ 213 ][ 214 ][ 215 ][ 216 ][ 217 ][ 218 ][ 219 ][ 220 ][ 221 ][ 222 ][ 223 ][ 224 ][ 225 ][ 226 ]

ข้อความ 271

พีหงวนครับ
ผมรบกวนพี่ ขอทราบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาศิษ์เก่าแม่โจ้ดีเด่น และรวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอรายชื่อ ลอดจนถึงจำนวนของผู้ที่จะได้รับการประกาศในแต่ละปี ขอโทษที่รบกวนพี่หงวนเป็นอย่างมากครับ

โดย แม่โจ้26 [7 มี.ค. 2549 , 14:03:48 น.] ( IP = 61.47.124.78 : : )

ข้อความ 272

ผมต้องขอโทษที่ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ครับ
แต่จะส่งคำถามนี้ไปยังนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ต่อไป
โดยจะขอให้คุณวินับ สุขสำราญ รุ่น 34 เป็นผู้ประสานงานสอบถามต่อไป
ผมไม่ได้เป็นกรรมการบริหารของสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้(25คน)
ผมเป็นเพียงกรรมการที่ปรึกษาเช่นเดียวกับศิษยืเก่าๆคนอื่นๆ อีก 114 คน ผมก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับสมาคมมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548. จึงตอบคำถามนี้ไม่ได้

ข่าวของสมาคมที่ผมนำมาลงในหน้าเพจนี้ ก็มีคุณวินับ สุขสำราญ รุ่น 34 เป็นคนเเขียนโปสท์มาลงให้ครับ

ต้องขอโทษครับที่ไม่สามารถตอบคำถามได้โดยตรง
คำถามนี้สมควรนำเข้าที่ประชุมใหญ่วันที่ 6 มิถุนายน
เพื่อจะได้รับทราบโดยทั่วกันต่อไป

โดย ส.จันทร [7 มี.ค. 2549 , 19:43:48 น.] ( IP = 203.114.113.139 : : )

ข้อความ 273

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
.........เมื่อผมแวะตลาดซื้อกับข้าวก็เลือกซื้อกระดูกหมูตรงส่วนสันหลังซึ่งราคาจะถูกกว่าตรงซี่โครงและผักกาดดองชนิดเค็มและเดินกลับบ้านเพื่อประหยัดสตางค์ค่ารถเมล์......เมื่อมาถึงบ้านปรากฎว่าน้องกลับถึงบ้านทุกคนแล้วผมจัดการก่อไฟหุงข้าวแล้วบอกให้น้องชายช่วยหั่นผักเป็นท่อนล้างน้ำเพื่อให้ความเค็มลดลงส่วนกระดูกหมูเขียงขายหมูเขาสับมาให้เรียบร้อยแล้วเพียงแต่ล้างน้ำเท่านั้น......เมื่อข้าวเดือดเมล็ดข้าวเริ่มสุกแต่ข้างในยังเป็นไตอยู่ก็รินลงจากเตาปิดฝาหม้อเอาไม้ขัดฝาหม้อข้าวกับหูหม้อให้ปิดแน่นแล้วจึงรินน้ำข้าวออกใส่กาละมังจนแห้งจึงยกหม้อข้าวขึ้นตั้งไฟอีกครั้งเอียงหม้อข้าวหมุนไปๆมาๆจนข้าวระอุสุกจวนแห้งจึงยกลงการหุงข้าวในสมัยก่อนที่ยังไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าก็ต้องหุงแบบนี้เรียกหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ.....น้ำข้าวที่รินเอาไว้พอคลายร้อนพออุ่นๆเอาเกลือโรยลงไปนิดหน่อยคนให้น้ำข้าวและเกลือเข้ากันแล้วจึงเรียกน้องมาแบ่งกันซดน้ำข้าวอุ่นๆนี่หอมน้ำข้นกินอร่อยดีครับมีประโยชน์ด้วย......ส่วนการหุงข้าวอีกแบบเรียกว่าการหุงแบบไม่เช็ดน้ำลักษณะการหุงก็คล้ายกับการหุงด้วยหม้อไฟฟ้าสมัยนี้คือเอาข้าวสารใส่หม้อใส่น้ำลงไปให้น้ำสูงกว่าผิวของข้าวหนึ่งข้อนิ้วชี้วิธีกะพอใส่น้ำลงไปในหม้อข้าวแล้วจึงเอานิ้วชี้จิ้มลงไปให้ปลายนิ้วแตะผิวหน้าของข้าวที่จะหุงกะดูให้น้ำสูงขึ้นมาไม่เกินข้อแรกของนิ้วชี้(ถ้าเป็นข้าวเก่าก็ต้องเพิ่มน้ำเป็นข้อนิ้วชี้กับอีกครึ่งข้อ)ยกหม้อขึ้นตั้งไฟพอข้าวเดือดน้ำแห้งแล้วจึงราไฟให้อ่อนลงปิดฝาหม้อนานๆก็แง้มดูข้าวว่าแห้งสนิทหรือยังถ้าแห้งสนิทแล้วก็ยกลงได้......การหุงแบบไม่เช็ดน้ำนี้ข้าวบางส่วนจะติดก้นหม้อเกรียมเราจะได้ข้าวตังเป็นของแถมก็แซะออกตากแดดจนแห้งสนิทเก็บไว้พอได้มากพอควรก็เอามาทอดน้ำมันเป็นข้าวตังกินกับมะพร้าวขูดใส่น้ำตาลและเกลือเป็นขนมที่กินอร่อยใช้ได้
.........พอหุงข้าวเสร็จจึงทำกับข้าวโดยเอากระดูกหมูใส่หม้อตามด้วยผักกาดดองเติมน้ำลงไปค่อนหม้อยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดแล้วจึงปิดฝาหม้อเผลอไว้นิดหน่อยต้มต่อไปราวชั่วโมงแล้วจึงปรุงรสโดยใช้น้ำปลาเติมผงชูรสชิมพอรสกลมกล่อมก็เป็นอันเสร็จตอนนั้นตามบ้านเรือนยังนิยมใช้ผงชูรสกันไม่ได้ต่อต้านผงชูรสเหมือนสมัยนี้แต่สมัยนั้นไม่ได้เรียกชื่อว่าผงชูรสแต่เรียกว่าแป้งหวานครับเวลาแม่ใช้ให้ไปซื้อก็จะพูดว่าไปซื้อแป้งหวานให้กระป๋องเพราะเขาขายเป็นกระป๋องไม่ได้ขายเป็นซองอย่างเดี้ยวนี้ยี่ห้อที่นิยมกันมากคืออายิโนะโมะโต๊ะ.....ขอวกมาเริ่องผงชูรสหน่อยกล่าวคือเพื่อนผมที่ไปเป็นตำรวจตระเวณชายแดนเล่าให้ฟังว่าในการออกลาดตระเวณแถวชายแดนติดกับประเทศพม่าบางมื้อที่กับข้าวเกิดเกิดขาดแคนเฮลิคอปเตอร์ยังไม่มาส่งเสบียง.......กับข้าวก็ต้องหาเก็บเอาผักแถวนั้นบางทีก็เอาแกนของต้นกล้วยหรือที่เรียกกันว่าหยวกกล้วยมาหั่นเป็นชิ้นใส่หม้อเติมน้ำเติมแคบไข(คงรู้จักแคบไขนะครับ).......ลงไปพอน้ำเดือดก็เติมเกลือและผงชูรสชิมดูพอได้ที่ก็กินกับข้าวแต่บางคราวที่หาอะไรไม่ๆได้จริงๆก็เอาเกลือละลายน้ำใส่ในข้าวแล้วโรยผงชูรสลงไปกินกันอย่างนั้นผมถามว่าอร่อยหรือเพื่อนตอบว่าโอ้ยเวลาหิวน่ะกินอะไรก็อร่อยไปทั้งนั้นว่ะพวกชาวบ้านป่าเขากินกันอย่างนี้ทั้งนั้นทุกบ้านจะต้องมีผงชูรสไว้ประจำขาดไม่ได้......ผมก็เห็นด้วยจนปัจจุบันผมก็ยังกินผงชูรสอยู่เลยกับข้าวชาวบ้านที่ผมชอบกินคือข้าวสวยคลุกด้วยกากหมูร้อนๆโรยน้ำปลาและที่ขาดไม่ได้คือผงชูรสต้องโรยลงไปด้วยอร่อยจริงๆถ้าใครไม่กลัวอ้วนและไม่กลัวผงชูรสลองกินดูซิครับถ้าชอบเผ็ดก็โรยพริกขี้หนูสวนแถมด้วยต้องโรยเป็นเม็ดอย่าหั่นเป็นฝอยรสชาติถึงใจจริงๆ......แต่ถ้ากลัวผงชูรสก็อย่าไปลองยิ่งเดี้ยวนี้เขาต่อต้านผงชูรสกันว่ามีอันตรายสารพัดแต่ผมก็ยังเห็นมีขายกันเกลื่อนตลาดอยู่เลย.....บรรดาอาหารจีนหรืออาหารไทยก็เถอะที่ขายตามร้านหรือแผงลอย,รถเข็นใส่ผงชูรสทั้งนั้นแม้กระทั่งส้มตำสารพัดที่คนกลัวอ้วนและรักษารูปร่างชอบกินนั่นก็ตัวดีเลยละผงชูรสเพียบ
.........ก่อนที่ผมจะกินข้าวกับน้องก็ตักแบ่งกับข้าวเผื่อแม่ไว้เมื่ออิ่มกันแล้วเป็นหน้าที่ของน้องที่ต้องเอาชามและจานไปล้างส่วนผมก็ไปดับไฟในเตาอ้อลืมบอกไปครับว่าเราใช้เตาถ่านครับเตาแก๊สยังไม่มีเมื่อทำอาหารเสร็จแล้วก็คีบถ่านที่ลุกแดงอยู่ในเตาใส่หม้อดินแล้วปิดฝาถ่านก็จะมอดดับเมื่อติดเตาครั้งต่อไปก็คีบเอาถ่านที่เก็บไว้ในหม้อดินมาใช้ได้อีก.......จากนั้นก็ไล่ให้น้องๆไปทำการบ้านแต่น้องบอกว่าสอบเสร็จแล้ววันนี้เป็นวันสอบสุดท้ายพร่งนี้ก็ปิดเทอมจึงนึกขึ้นมาได้ว่าเราก็ปิดเทอมเหมือนกันจึงก็มามุงหน้าวิทยุเปิดวิทยุฟังกันเนื่องจากโทรทัศน์ที่มีขายเป็นโทรทัศน์ขาว-ดำแถมยังมีราคาแพงพ่อจึงยังไม่ได้ซื้อได้แต่ฟังวิทยุส่วนใหญ่ชอบฟังวิทยุคลื่นสั้นกันยิ่งคลื่นที่ทางการห้ามฟังยิ่งชอบแอบฟังกันเพราะมันตื่นเต้นดี.....แต่ก็ไม่ได้เชิ่อตามที่เขาพูดหรอกครับเพราะเป็นโฆษณาชวนเชื่อทั้งนั้นพอฟังวิทยุได้สักพักผมก็แยกมานั่งคิดอยู่คนเดียวว่าเราจะได้กลับไปเรียนที่แม่โจ้อีกไหมและถ้าพ่อกับแม่ไม่มีเงินส่งเสียจะทำอย่างไรดียิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มทำอะไรไม่ถูกเลยครับ......พอประมาณสักราวสามทุ่มแม่ก็กลับมาบ้านก็ไปคุยกับแม่ระหว่างนั้นผมเกิดความคิดขึ้นมาแว้บหนึ่งเรื่องการหาเงินไว้เป็นทุนเรียนเพราะเมื่อตอนปิดเทอมปลายที่แล้วพ่อเคยให้ผมไปทำงานเพื่อหาเงินปิดเทอมคราวนี้ผมเลยคิดว่าจะไปทำงานแบบเดิมจึงบอกกับแม่ว่าวันมะรืนผมจะไปขอทำงานที่เดิมคิดว่าเขาคงจะรับแม่ก็อนุญาตแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปหาพ่อที่โรงพยาบาลกันกับแม่แต่เช้าเพราะพรุ่งนี้พ่อได้ย้ายไปอยู่ห้องพิเศษเยี่ยมได้ทั้งวัน

โดย ชาญกสิกิจ [7 มี.ค. 2549 , 21:07:51 น.] ( IP = 58.11.41.40 : : )

ข้อความ 274

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
...........จากวันที่ผมบอกกับแม่อีกสองวันผมก็ไปสมัครทำงานพิเศษกับเจ้าของซึ่งผทมเคยไปสมัครทำงานช่วงปิดเทอมปีที่แล้วซึ่งเจ้าของเขาก็เมตตาให้ทำงานเหมือนเดิมโดยให้ค่าแรงเท่าปีที่แล้วเมื่อเข้าไปทำงานเจอหน้าคนงานก็ทักทายกัน.......วันแรกที่ทำงานก็ต้องติดรถซึ่งขนตู้คล้ายกับตู้คอน
เทนเน่อร์สมัยนี้แต่ขนาดเล็กกว่าไปท่าเรือคลองเตยแต่ต้องแวะไปที่กรมศุลกากรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจเสียก่อน......เพราะของที่จะส่งไปต่างประเทศเป็นเครื่องเรือนเก่าที่เป็นไม้เช่นโต๊ะเครืองแป้งตู้ใส่ของเป็นต้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจดูแล้วก็ห่อของไว้ตามเดิมกว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเย็นผมเลยต้องขึ้นรถเมล์กลับก่อนเพราะรถบรรทุกวิ่งไม่ได้อยู่ในช่วงที่ห้ามรถบรรทุกวิ่ง......เมื่อลงรถหน้าตรอกเข้าบ้านก็แวะซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าผักกาดขาวกับหมูเท่ากับจำนวนคนในบ้านและเผื่อแม่ด้วยคนละห่อพอถึงบ้านก็ติดเตาหุงข้าวเพราะคิดว่าคนกำลังกินเก่งก๋วยเตี๋ยวห่อเดียวคงไม่อิ่มต้องกินข้าวเข้าไปด้วยจึงอิ่มและก็จริงดั่งคาดเล่นเอาข้าวเกือบหมดหหม้อ......ความจริงกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้ากับข้าวสวยนี่รสชาติอร่อยไปอีกแบบนะครับเรื่องกินอาหารนี่ผมชอบหาของกินที่ไม่ต้องเสียเงินมากเพื่อประหยัดมากินนึกขึ้นได้อีกอย่างเรื่องของกินราคาถูกคือมีอยู่วันหนึ่งกินข้าวเย็นแล้วแต่พอเวลาสองทุ่มเศษผมเกิดหิวข้าวขึ้นมาอีกก็ไปค้นดูในตู้กับข้าวเจอกุ้งแห้งในขวดโหลอยู่กำมือหนึ่งและแมลงดานาดองน้ำปลาอีกขวดกับข้าวที่เหลือในหม้อ.....ผมจึงเอากุ้งแห้งมาตำพอแหลกคดข้าวใส่จานเอากุ้งแห้งโรยลงไปแล้วเอาแมลงดานาที่ดองน้ำปลามาแกะออกเป็นชิ้นโรยทับลงไปจากนั้นก็เอาน้ำปลาที่ใช้ดองแมลงดาเททับเอามะนาวจากไหกระเทียมดองซึ่งแม่จะซื้อมะนาวที่ละกองมาเอาไหกระเทียมดองมาล้างสะอาดแล้วก็เอาทรายชื้นๆใส่ลงไปค่อนไหจากนั้นเอามะนาวหมกลงไปในทรายปิดฝาไหเสียไหกระเทียมจะมีฝาทำด้วยไม้เนื้ออ่อนเหลาให้เท่ากับปากไหใช้เป็นฝาไหซึ่งสามารถเก็บมะนาวไว้กินได้นานวันร่วมเดือน.......เอามะนาวมาผ่าครึ่งบีบลงบนข้าวแถมด้วยผงชูรสคลุกให้เข้ากันแล้วกินอร่อยไป
.........เงินที่ได้จากการทำงานพิเศษผมก็เก็บไว้ไม่จำเป็นจะไม่เอามาใช้เพื่อเอาไว้เป็นค่าเทอมเรียนแม่โจ้เทอมต่อมากรุงเทพฯเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนยังไม่มีห้างสรรพสินค้ามากมายเหมือนสมัยนี้เท่าที่จำได้มีเพียงห้างเซ็นทรัลซึ่งเป็นห้างเซ็นทรัลสาขาแรกที่วังบูรพาห้างใต้ฟ้าที่ถนนเยาวราชตรงสี่แยกวัดตึกและห้างไดมารูอยู่สี่แยกราชประสงค์ซึ่งเป็นห้างที่ทันสมัยมากติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบายรวมของกินชวนให้อ้วนเช่นไก่ทอดหรือพิซซ่าก็ยังไม่เกิดในไทยผมเคยไปซื้อเกี๊ยวซ่าที่ห้างไดมารูที่เผอิญวันนั้นที่ทำงานเขาทำงานครึ่งวันจึงว่างตอนบ่ายเกี๊ยวซ่ามีขายอยู่แห่งเดียวต้องสั่งล่วงหน้าเลยทีเดียวคือสั่งไว้แล้วอีกครึ่งชั่วโมงจึงมาเอาได้เนื่องจากคนสั่งเยอะมากพอกลับมาบ้านพวกน้องพากันร้องเฮที่ได้กินเกี๊ยวซ่าหลังจากกินกันแล้วก็เอาเกี๊ยวซ่าอีกกล่องที่แบ่งไว้ให้แม่ชวนน้องชายคนถัดจากผมขึ้นรถเมล์ไปเยี่ยมพ่อและเอาเกี๊ยวซ่าไปฝากแม่พอเอาของไปฝากแม่ขณะที่แม่กำลังกินผมก็แหย่พ่อโดยหยิบเอาเกี๊ยวซ่าอันหนึ่งชูขึ้นแล้วถามพ่อว่าอยากกินไม๊พ่อแล้วเอาไปจ่อที่ปากพ่อแม่บอกว่าอย่าให้พ่อกินเพราะหมอให้กินอาหารเหลวเท่านั้นพอเอาไปจ่อชิดปากพ่อก็เผยอปากดูดเนื่องจากอ้าปากไม่ได้มากเคี้ยวก็ไม่ได้ดูดได้สักพักผมก็เอาออกพร้อมบอกว่าเอาไว้พ่อค่อยยังชั่วแล้วจะซื้อให้กินใหม่จากนั้นผมก็กินเกี๊ยวซ่าที่พ่อดูดเสียเอง
ไม่ได้ทั้งเพราะของแพงครับ
..........พอใกล้เวลาเปิดเทอมผมได้คุยกับแม่ที่บ้านเรื่องการเรียนของเราพี่น้องแม่จึงเรียกที้งหมดมาแล้วบอกว่าการเงินตอนนี้ไม่ค่อยมีเนื่องจากพ่อป่วยไม่ได้ทำงานคงจะส่งเสียให้เรียนหนังสือไม่ได้แล้วถามว่าใครอยากเรียนหนังสือบ้างซึ่งทุกคนบอกว่าอยากเรียนรวมทั้งผมด้วยแม่อึ้งไปนานแล้วจึงพูดขึ้นว่าเมื่อทุกคนอยากเรียนแม่ก็จะพยายามส่งให้เรียนแต่ไม่รู้ว่าจะได้เรียนจนจบหรือไม่ทุกคนต้องช่วยกันประหยัดตั้งแต่เดี้ยวนี้ทุกคนก็รับปากตั้งแต่นั้นมาการกินอยู่ก็เริ่มประหยัดกับข้าวก็เหลือเพียงอย่างเดียวบางมื้อก็ถือหม้ออะลูมิเนียมออกไปซื้อเกาเหลาลูกชิ้นบาทเดียวผมขอน้ำแกงคนขายมากหน่อยแล้วปรุงรสให้จัดเข้าไว้กลับมากินเป็นกับข้าวเรียกว่าเกาเหลาลูกชิ้นบาทเดียวกันกินห้าคนก็ไม่มีใครบ่นเลย......แต่บางมื้อแม่ไม่ได้ให้เงินไว้ก็ค้นในตู้กับข้าวก็ไม่มีของเหลือก็ต้องเอาน้ำปลาหรือซีอิ๊วดำเหยาะกับข้าวกินไปตามเรื่องพออิ่มก็ไม่ได้นึกถึงธาตุอาหารว่าครบห้าหมู่หรือไม่กินเอาอิ่มเท่านั้นพอ..........มีบางครั้งแม่ซื้อกุงก้ามกรามมาจากตลาดแต่ไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่แต่ตัวใหญ่กว่าด้ามจอบหน่อยนึงยาวคืบกว่าเอามาปิ้งไฟพอสุกกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งบ้านพอเปลือกเป็นสีแดงปนชมภูทั่วกันแม่ก็เอามาแกะเนื้อหั่นเป็นชิ้นเล็กๆส่วนหัวกับก้ามก็เอาใสจานไว้เนื้อกุ้งที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆเอาใส่ถ้วยเติมน้ำปลาหั่นหอมแดงใส่ลงไปปรุงรสด้วยมะนาวอีกหน่อยยกมาตั้งกลางวงตักกับข้าวคลุกข้าวแล้วสวาปามอย่างเอร็ดอร่อยก้ามกุ้งมีสองอันแม่ก็ส่งให้ผมกับน้องชายคนรองดูดกินเนื้อข้างในส่วนหัวแม่ขูดเอามันและเนื้อคลุกข้าวให้น้องอีกสองคนกินหัวกุ้งที่เหลือแต่เปลือกผมตักข้าวยัดในช่องว่างของหัวกุ้งแล้วเอามากินเรียกว่าไม่ให้เหลือเศษเลยเปลือกก็ยังเอามาเคี้ยวจนแหลกดูดกินน้ำแล้วตักข้าวเข้าปากตามไปเรียกว่าหมาแมวเห็นเปลือกเข้าคงจะส่งเสียงร้องต่อว่าเป็นแน่เพราะแถบไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งกลิ่นของกุ้งกับข้าวมื้อนี้แม่ใช้กุ้งเพียงตัวเดียวส่วนที่เหลืออีกตัวแม่เก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นส่งแต่กลิ่นหอมของกุ้งย่างยั่วน้ำลายไปก่อน.....วันนี้ผมขออภัยที่เล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวที่บ้านยามประสบความลำบากก็ไม่ลำบากมากนักเพราะยังมีข้าวกินอยู่ยังดีกว่าบางบ้านที่แม้ข้าวก็ยังไม่มีจะกินพรุงนี้จะมาเล่าถึงการกลับไปเรียนแม่โจ้ตอนเปิดเทอมครับ

โดย ชาญกสิกิจ [8 มี.ค. 2549 , 13:33:35 น.] ( IP = 58.11.41.42 : : )

ข้อความ 275

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
............พอใกล้เวลาเปิดเทอมผมนับเงินที่ไปทำงานได้ถึงพันกว่าบาทที่ได้มากเพราะผมเก็บทุกบาททุกสตางค์........แม้แต่เวลาไปทำงานผมก็ใช้เดินไปโดยออกจากบ้านเช้ากว่าเดิมกะเวลาไปถึงที่ทำงานให้ใกล้เคียงกับขึ้นรถเมล์เวลาเลิกงานกลับบ้านก็เดินเอาเหมือนขาไปเรียกว่าใครให้เงินมาผมเก็บหมด.......จ่ายไปบ้างก็เฉพาะค่ารถเมล์ไปเยี่ยมพ่อและซื้อเกี๊ยวซ่าให้น้องและแม่กินเท่านั้น........ค่ำวันหนึ่งใกล้วันเดินทางกลับไปเรียนที่แม่โจ้เมื่อล้มวงกินข้าวเสร็จผมก็บอกแม่ว่าพรุ่งนี้ผมจะทำงานพิเศษเป็นวันสุดท้ายและขอเจ้าของเขาทำเพียงครึ่งวันส่วนตอนบ่ายผมจะไปจองตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่แม่ชะงักไปนิดหนึ่งแล้วพูดว่าถ้าผมจะไปเรียนอีกผมต้องพยายามหาค่าใช้จ่ายเองนะเพราะผมเป็นพี่คนโต..........ตอนนี้ขัดสนเรื่องเงินมากเงินค่าเทอมของน้องก็ยังไม่มีเลยแม่ต้องไปขอยืมเงินคนที่รู้จักและญาติพี่น้องทั่วไปหมด..........แม่เล่าให้ฟังว่าญาติบางคนตอนพ่อยังสบายดีอยู่ก็ไปมาหาสู่กันเป็นประจำแต่พอพ่อป่วยก็หายหน้าไปไม่มาอีกเลยซ้ำเวลาแม่ไปหาเขาที่บ้านเพื่อจะขอยืมเงินเขาก็หลบหน้าอยู่ข้างในบอกให้ลูกเขาออกมาบอกว่าไม่อยู่บ้านออกไปข้างนอกแม่บอกว่าแม่รู้ว่าเขาอยู่บ้านเพราะรองเท้ายังวางอยู่หน้าบ้านแต่รู้ว่าเขาหลบหน้าแม่ก็กลับออกมาแม่บอกว่ามันเป็นสิทธิของเขาที่จะให้หรือไม่ให้เรายืมเงิน........แต่ญาติและเพื่อนพ่อบางคนก็ดีพอแม่ไปหาก็ออกมาพูดแสดงความเห็นใจและหยิบเงินให้เท่าที่แม่ขอยืมและบอกว่ามีเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนก็ได้.......พอผมได้ยินแม่พูดอย่างนั้นก็นั่งนิ่งใช้ความคิดว่าจะทำอย่างไรดีในที่สุดก็ตัดสินใจว่าไปหาเงินเรียนที่เชียงใหม่แล้วกันหวังว่าคงพอจะหาได้หรอกน่า............จึงบอกแม่ไปว่าตกลงผมจะพยายามช่วยตัวเองหาเงินเรียนแต่ถ้าหาเงินเรียนไม่ได้ผมก็จะลาออกกลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯเพื่อช่วยทางบ้านเอง
............รุ่งขึ้นหลังจากทำงานครึ่งวันเช้าแล้วผมก็ไปบอกลาเจ้าของซึ่งเขาก็ควักเงินค่าแรงที่ยังค้างอยู่ให้แล้วยังแถมเงินให้อีกพันบาทบอกว่าฝากไปให้แม่ด้วยเพราะเขารู้ว่าพ่อผมไม่สบายผมไหว้ขอบคุณและลาออกมาขึ้นรถเมล์ไปลงที่หัวถนนเยาวราชแล้วเดินผ่านหน้าวัดไตรมิตรวิทยารามมาสถานีรถไฟหัวลำโพงจองตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่แล้วก็ขึ้นรถเมล์ไปโรงพยาบาลเพื่อไปเยี่ยมพ่อพ่อไปถึงพูดคุยกับแม่และพ่อแล้วแม่บอกว่าอาทิตย์หน้าหมอบอกให้พ่อกลับบ้านได้แล้ว........ตอนนี้พ่อเริ่มพูดได้ชัดฟังรู้เรื่องแล้วการเดินก็เดินได้แต่ยังต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินและแม่ต้องคอยช่วยประคองด้วยผมเอาเงินหนึ่งพันบาทให้แม่แล้วบอกว่าเจ้าของกิจการรับส่งพัสดุเขาฝากมาให้......ค่ำวันนั้นกลับบ้านเมื่อลงรถเมล์หน้าปากตรอกเข้าบ้านแม่ก็แวะไปร้านที่ขายเป็ดย่าง หมูแดงปากตรอกซื้อโครงเป็ดย่างที่ร้านเขาแล่เอาเนื้อขายไปแล้วเหลือแต่โครงซึ่งก็ยังมีเนื้อติดอยู่บ้างร้านเขาขายโครงเป็ดย่างโครงละหนึ่งบาทและแถมน้ำที่ใช้ราดข้าวหน้าเป็ดด้วยอีกถุงแม่ซื้อโครงเป็ดสามโครงเลยได้น้ำราดข้าวหน้าเป็ดมาสามถุงกลับบ้านหุงข้าว......กับข้าววันนั้นก็เลยได้กินข้าวหน้าโครงเป็ดย่างกันอย่างอร่อยเพราะโครงเป็ดนั้นจะมีคอเป็ดซึ่งมีทั้งเนื้อและหนังติดมาด้วยเนื่องจากข้าวหน้าเป็ดเขาไม่เอาคอเป็ดให้ลูกค้าผมกับน้องก็เลยฟาดกันเปรมปรีด์.......แต่แม่เก็บโครงเป็ดเอาไว้ครึ่งหนึ่งและน้ำราดข้าวอีกถุงไว้กินวันรุ่งขึ้นโครงเป็ดที่ว่านั้นเดี้ยวนี้ก็ยังมีขายอยู่ตามร้านที่เขาขายเป็ดย่างแต่ไม่ทราบว่าเขาขายราคาโครงละเท่าไหร่เวลาซื้อไม่ต้องอายครับเดินเข้าไปซื้อหน้าตาเฉยเลยแล้วไม่ต้องพูดบ่นให้คนขายได้ยินว่าหมาที่บ้านชอบกินแต่ดันขอน้ำจิ้มแถมนะครับเพราะเราเอาเงินของเราซื้อไม่ต้องอาย
...........เช้าวันเดินทางของผมผมเอาเงินติดตัวไปแค่แปดร้อยบาทที่เหลือผมเอาให้แม่และไปเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาลกับแม่.......พอตอนบ่ายผมก็ลาแม่กับพ่อกลับบ้านเพื่อเอาเสื้อผ้าเดินทางไปเชียงใหม่แม่บอกว่าให้เขียนจดหมายมาบอกกันด้วยแล้วแม่จะพยายามหาเงินส่งไปให้ผมกลับถึงบ้านอาบน้ำแล้วเก็บเสื้อผ้าออกมาขึ้นรถไปสถานีรถไฟหัวลำโพงก่อนออกจากบ้านน้องสาวบอกว่าซื้อลำใยแห้งส่งมาให้ด้วยนะเจ้าพวกน้องชายก็ส่งเสียงสนับสนุน(น้องๆชอบกินน้ำลำใยต้มกันครับ).......เมื่อถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงเจอเพื่อนๆเข้าก็ทักทายกันทำให้ลืมเรื่องปัญหาของตัวเองไปได้ชั่วขณะแต่พอนั่งคิดอะไรเพลินๆใจก็นึกแว้บถึงว่าเมื่อไปถึงแม่โจ้แล้วเราจะหาเงินอย่างไรเพื่อไว้เรียนหนังสืออย่างไรดีคิดจนสมองมึนตื้อไปหมดพาลไม่หิวข้าวไปเลยทำให้ทุ่นเงินค่าข้าวไปมื้อหนึ่ง.......รุ่งเช้าพอถึงเชียงใหม่ผมก็ตรงเข้าแม่โจ้ทันทีขณะนั่งรถโดยสารเข้าแม่โจ้ใจก็นึกถึงเรื่องที่จะหาเงินมาเรียนแต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีเมื่อถึงแม่โจ้ผมก็ยังไม่ไปรายงานตัวและชำระเงินค่าเทอมได้แต่เอาของวางไว้ที่หน้าตึกช่วงเกษตรศิลปการแล้วนั่งที่ขั้นบันไดอย่างหมดแรงมีเพื่อนเดินผ่านมาเพื่อจะไปรายงานตัวชำระเงินค่าเทอมกันก็เอ่ยปากชวนผมให้ไปด้วยกัน.......ผมก็ปฏิเสธแล้วแกล้งบอกว่ากำลังรอเพื่อนอีกคนอยู่นึกไม่ออกจริงๆว่าว่าจะทำอย่างไรดีเลยคิดว่าถ้าวันนี้ยังทำอะไรไม่ได้ก็เห็นจะต้องลาออกกลับกรุงเทพฯหางานทำดีกว่า......ระหว่างที่นั่งทอดอาลัยอยู่นั้นพอดีท่านผ.อ.วิภาตขับรถมาทำงานเมื่อท่านเดินมาขึ้นตึกผมก็ลุกขึ้นสวัสดีท่านซึ่งท่านก็พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มให้เมื่อท่านเดินขึ้นไปชั้นบนของตึกผมมองตามไป.......ทันใดนั้นความคิดก็แว่บขึ้นมาว่าเห็นจะต้องเข้าไปพบท่านเพื่อขอผลัดผ่อนการชำระเงินค่าเทอมก่อนโดยเล่าความจริงให้ท่านฟังผมจึงเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปฝากไว้ที่ห้องทะเบียนแล้วขอใบคำร้องมาเขียนขอผลัดผ่อนการชำระเงินค่าเทอมในตอนเปิดเทอมและจะขอชำระเงินภายหลังเมื่อสอบกลางภาคแล้วจากนั้นจึงขึ้นไปชั้นบนที่ห้องทำงานของท่านผ.อ.วิภาตซึ่งอยู่หน้ามุข........พรุ่งนี้จะหายไปวันหนึ่งนะครับเพราะจะไปธุระต่างจังหวัดกับลูกชายครับ

โดย ชาญกสิกิจ [9 มี.ค. 2549 , 21:22:59 น.] ( IP = 58.11.41.68 : : )

ข้อความ 276

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
.............เมื่อวานไปธุระเสียวันหนึ่ง.....วันรีบพิมพ์แต่ตอนเช้าเพราะตอนบ่ายผมจะไปธุระต่อจากเมื่อวานนี้ครับ......เม่อขึ้นไปห้องท่านผ.อ.วิภาตซึ่งอยู่ที่ห้องหน้ามุขผมขออนุญาตท่านแล้วเข้าไปพบท่านเรียนถึงเรื่องการขออนุญาตผลัดผ่อนการชำระเงินค่าเทอมของผมพร้อมทั้งอธิบายถึงสาเหตุเรื่องทั้งหมด.......เมื่อท่านฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วท่านก็พูดว่าน่าเห็นใจและความพยายามที่จะเรียนของผมจากนั้นท่านก็ลงชื่อแจ้งฝ่ายทะเบียนอนุมัติให้ผ่อนผันได้จากนั้นท่านก็ซักถามถึงเรื่องต่างๆระหว่างนั้นผมก็นึกขึ้นมาได้อีกอย่างหนึ่งว่าถ้าผมขออนุมิติท่านผ.อ.ไม่อยู่หอพักโดยไปขออาศัยวัดอยู่แทนก็จะทุ่นเงินไปอีกมาก.......เพราะตอนนั้นนักเรียนแม่โจ้ทุกคนต้องเข้าอยู่หอพักผมจึงตัดสินใจเรียนท่านผ.อ.ไปว่าถ้าผมจะขออนุญาตไม่พักหอพักแต่จะไปอาศัยวัดอยู่เพื่อทุ่นรายจ่ายไม่ทราบว่าท่านจะเมตตาอนุญาตหรือไม่ท่านจึงถามว่าจะเอาอย่างนั้นหรือแล้วจะไปอยู่วัดไหนเล่าทีแรกผมก็ไม่รู้ว่าไปไปอาศัยวัดไหนอยู่แต่เผอิญนึกถึงวัดที่ผมเคยไปเที่ยวมาคือวัดทุ่งหมื่นน้อยซึ่งอยู่ห่างจากแม่โจ้ราวๆสี่กิโลเมตรเลยเรียนท่านไปว่าวัดทุ่งหมื่นน้อยครับ.......ท่านจึงพูดว่าถ้าจะเอาอย่างนั้นก็ไปขออนุญาตเจ้าอาวาสท่านให้ท่านลงชื่ออนุญาตให้พักอาศัยได้มาให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วกลับมาเขียนคำร้องเสียใหม่แนบหนังสืออนุญาตให้พักอาศัยของเจ้าอาวาสมาด้วยผมดีใจมากที่พอจะมองเห็นทางออกที่จะได้เรียนแม่โจ้ขึ้นมาถึงแม้จะไม่ชัดเจนก็ตามเพราะยังคิดไม่ออกว่าจะไปหาเงินจากไหนมาเป็นค่าเทอมก็ตาม.........
..........ผมขอบพระคุณท่านผ.อ.ท่านลาออกมารีบไปยืมจีกรยานจากคนงานที่ทำงานที่ตึกช่วงเกษตรศิลปการรีบขี่ไปที่วัดทุ่งหมื่นน้อย......พักเดียวก็มาถึงโชคดีที่ท่านเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดพอดีจึงขึ้นไปบนกุฏิกราบนมัสการท่านแล้วพูดขออนุญาตท่านพักอาศัยที่วัดในระหว่างเรียนหนังสือที่แม่โจ้พร้อมทั้งเล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาขออนุญาตท่านพักที่วัดรวมทั้งสาเหตุต่างๆด้วย......ซึ่งท่านกก็มีเมตตาอนูยาตให้ผมได้พักอยู่ในวัดได้โดยให้ไปพักอยู่ห้องเดียวกับพระลูกวัดอีกองค์(วัดทุ่งหมื่อนน้อยเป็นวัดขนาดเล็กมีพระสององค์รวมทั้งท่านดจ้าอาวาสเณรน้อยอยู่สามองค์และเด็กลูกศิษย์อีกสองคน)ผมจึงขอให้ท่านเจ้าอาวาสลงชื่ออนุญาตให้ผมเข้าพักอาศัยลงในกระดาษและประทับตราของวัด......จากนั้นจึงกราบขอบพระคุณท่านแล้วรีบขี่จักรยานกลับมาแม่โจ้คืนจักรยานให้คนงานแล้วเขียนคำร้องใหม่แนบหนังสืออนุญาตของท่านเจ้าอาวาสไปด้วยจากนั้นจึงขึ้นไปพบท่านผ.อ.เมื่อท่านอ่านคำร้องและหนังสืออนุญาตของท่านเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ลงนามให้นอกจากนะนท่านยังอบรมว่าเมื่อไปอยู่ที่วัดแล้วต้องช่วยพระท่านทำงานต่างๆของวัดอย่านิ่งดูดายและไม่ต้องรอให้ท่านใช้จึงจะทำเราต้องมองหางานแล้วทำเลยแต่งานบางอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็ต้องเรียนขออนุญาตท่านเสียก่อนซึ่งผมรับปากท่านผ.อ.แล้วกราบลาท่านไปยื่นหนังสือที่แผนกทะเบียน........จากนั้นจึงเดินไปที่หอศรีเกษตรซึ่งผมมีรายชื่อที่ต้องอยู่หอศรีเกษตรพร้อมกับขอให้เพื่อนที่มีจักรยานยนตร์ขับรถพาไปส่งที่วัดทุ่งหมื่นน้อย
.........บัดนั้นจากนักเรียนที่พักอยู่หอพักผมกลายเป็นเด็กนักเรียนลูกศิษย์วัดไปแล้วเมื่อไปถึงวัดผมก็เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปไว้ในห้องของพระลูกวัดซึ่งได้พบและพูดจาขออนุญาตกันแล้วซึ่งท่านให้พักอยู่ฝากตรงข้ามกับที่ท่านอยู่ภายในห้องเดียวกันจากนั้นก็นั่งคุยกันกับพระท่านและเพื่อนที่พาผมไปส่ง......เพื่อนถามว่าทำไมถึงมาอยู่วัดผมซึ่งผมก็บอกตรงๆถึงสาเหตุและบอกว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้ผมคงไม่มีโอกาสเรียนที่แม่โจ้เพราะเงินไม่มีและจนป่านนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปหาเงินที่ไหนมาชำระค่าเทอมที่ขออนุญาตผ่อนผันการชำระไปเมื่อสอบกลางเทอมเลย.....ถ้าหาเงินได้ก็คงได้เรียนต่อแต่ถ้าหาเงินไม่ได้ผมก็คงต้องลาออกกลับไปหางานทำที่กรุงเทพฯเพื่อนก็บอกว่าถ้าพบช่องทางหาเงินก็จะมาบอกผมให้รู้ผมก็ขอบคุณจากเพื่อนเพื่อนก็กราบลาพระท่านและบอกลาผมกลับไปหอพัก.....วันเปิดเทอมผมจึงไปเรียนหนังสือตามปกติแต่ใจก็ไม่สบายนักเพราะยังกังวลเรื่องเงินอยู่การเรียนในปีที่สามวิชาที่เรียนเป็นวิชาเกษตรเกือบทั้งหมดมีวิชาสามัญเพียงภาษาอังกฤษและภาษาไทยเท่านั้นท่านอาจารย์โสภา สิทธิสังข์สอนภาษาไทยส่วนภาษาอังกฤษนั้นผมยังนึกชื่อท่านไม่ออกครับเอาไว้เมื่อผมนึกออกเมื่อไรจะบอกให้ทราบนึกออกแต่เพียงว่าท่านเป็นลูกแม่โจ้เหมือนกันจบการศึกษาขั้นสูงสุดปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาทางด้านการเกษตรท่านมาช่วยท่านอาจารย์บุญเลิศ อินทะพันธุ์สอนภาษาอังกฤษผมนึกชื่อท่านได้แว๊บๆก็ก็ยังนึกชื่อเต็มของท่านไม่ออกอยู่ดีแต่คงจะนึกออกแน่นอนครับ......เมื่อเรียนวิชาเกษตรเป็นส่วนใหญ่งานภาคปฏิบัติก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวส่วนงานภาคปฏิบิติที่นักเรียนทุกคนต้องทำนอกจากการเรียนแล้วคือต้องปลูกพืชอย่างหนึ่งต่อเทอมในเทอมต้นนี้ต้องปลูกถั่วเหลืองในเนื้อที่เดิมปริมาณเนื้อที่เท่าเดิมคือหนึ่งงานถั่วเหลืองที่ปลูกนี้ผมจำชื่อพันธุ์ได้แต่เพียงว่าชื่อพันธุ์ส.จ.แล้วตามด้วยตัวเลขแต่จำไม่ได้ครับ

โดย ชาญกสิกิจ [11 มี.ค. 2549 , 10:40:41 น.] ( IP = 58.11.41.220 : : )

ข้อความ 277

เมื่อเช้าผมพูดออกอากาศ เชิญชวนให้น้องๆ เข้ามาอ่านเรื่องราวของ ชาญกสิกิจ เพราะเกี่ยวข้องกับ ท่านอาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย โดยตรง

พรุ่งนี้เป็นวันรำลึก 90 ปี อาจารย์วิภาตครับ
ทนเกิดวันที่ 12 มีนาคม 2459
ผมพูดออกอากาสเรื่องราวของท่านเต็มรายการเลย

ท่านมีความเห็นใจ เข้าใจ ลูกศิษย์
คุณก็อดทนและตัดสินใจอนาคตได้รวดเร็วครับ
อยู่วัด เดินไปเรียนแม่ดจ้
วัดทุ่งหมื่นน้อย กลพอสมควรครับ

อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ไม่ทราบว่า ชื่อ สุทิน ห้วยเรไร หรือเปล่าครับ ปัจจุบันเสียชีวิต ไปหลายปีแล้วครับ

ขอให้มีสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆนะครับ

โดย ส.จันทร [11 มี.ค. 2549 , 13:51:21 น.] ( IP = 203.188.63.62 : : )

ข้อความ 278

สวัสดีครับ พี่ชาญกสิกิจ พี่ส.จันทร

ไม่ได้หายไปใหนนะครับ (มัวตามข่าว ท๊ากกก....ส..........ออกไปอยู่) ก็ยังติดตามเรื่องราว อยู่ตลอดนะครับ ผมอ่านเรื่องของพี่ชาญกสิกิจ แล้ว น่าสนใจมากเป็นแง่มุมของชีวิตที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่รุ่นน้อง ได้ เคยคุยกับพี่ๆว่าสมัยก่อนตอนผมเป็นเด็ก (ประมาณปี พ.ศ.2507)มีรถคอกหมูวิ่งไปแม่โจ้โดยผ่านถนนต่อ สันทรายหลวง ผ่านอำเภอ คล้ายกับรูปที่ผมส่งมาให้ดูนี่แหละ (รูปนี้เป็นรูปรถที่วิ่งอยู่แถวเมืองเก่าสุโขทัย ศรีสำโรง ตอนนึ้ยังมีอยู่) ตอนหลังก็มีวิ่งสายสันป่าตอง ทุ่งเสี้ยว จะจอดอยู่ท่ารถประตูเชียงใหม่ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นในเชียงใหม่แล้ว จึงส่งผมนี้มาให้พี่ๆดูเพื่อรำลึกถึงตอนพี่ๆเป็นบ่าวน้อยเข้าเรียนแม่โจ้
พี่สงวนครับ WEBBOARD แม่โจ้รุ่น 69 ขอคืนหน่อยเต๊อะครับ ลบไปนานหลายวันแล้ว

โดย อรุณ 69 [12 มี.ค. 2549 , 13:26:33 น.] ( IP = 203.150.138.16 : : )

ข้อความ 279

ขอบพระคุณพี่หงวนมากครับ ที่กรุณาตอบคำถามให้ เพราะคิดว่าพี่คงมีข้อมูลที่จะให้ความกระจ่างแก่ศิษญ์เก่าบ้าง ผมไม่ทราบข้อมูลนี้เลย ผมอยากเห็นและได้ยินบุคคลภายนอกที่กล่าวและยอมรับถึงความดีเด่นของลูกแม่โจ้ในลักษณะของความเป็นจริง ขอขอบคุณพี่อีกครั้งครับ
เคารพพี่ครับ

โดย แม่โจ้26 [12 มี.ค. 2549 , 20:00:18 น.] ( IP = 61.47.97.183 : : )

ข้อความ 280

สวัสดีครับพี่ส.จันทร,ทุกท่าน
............ชื่อของท่านอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษนั้นพี่ส.จันทรบอกมาถูกต้องครับพออ่านข้อความพี่ส.จันทรก็นึกได้ทันทีใช้แล้วครับท่านชื่ออ.สุทิน ห้วยเรไรร.......รูปร่างท่านท้วมผิวค่อนข้างคล้ำนี่ถ้าพี่ส.จันทรไม่บอกผมก็ยังคงนึกไม่ออกอยู่นั่นเองส่วนชื่อพันธุ์ของถั่วเหลืองที่ผมปลูกเมื่อเรียนอยู่ปีสามนึกออกเรื่องตัวเลขที่ตามชื่อย่อของพันธุ์มีสามพันธุ์คือส.จ.1,ส.จ.2และส.จ.3ส่วนชื่อเต็มนั้นส.จ.ย่อมาจากสถานีกสิกรรมแม่โจ้เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์ที่สถานีกสิกรรมแม่โจ้เดี้ยวนี้คงจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีวิจัยพืชสวนแม่โจ้(คิดว่าคงจะใช่ครับ)ถั่วเหลืองทั้งสามพันธุ์นี้ต่างก็มีข้อดีคนละอย่างคือทนทานต่อแมลง,ทนทานต่อความแห้งแล้ง,ให้ผลผลิตต่อไร่สูงเป็นต้นแต่จะเป็นข้อดีของพันธุ์ใดผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่นั่นเองพี่ส.จันทรจำชื่ออาจารย์ได้ดีจริงๆครับ......ส่วนรูปที่คุณอรุณ69 postนั้นรถโดยสารสมัยนั้นเป็นอย่างนั้นส่วนใหญ่จริงๆมีบางส่วนเป็นรถขนาดใหญ่ขนาดรถบรรทุกหกล้อซึ่งผมเข้าใจว่ายังคงมีวิ่งอยู่บางเส้นทางครับคุณอรุณมีรูปต่างๆเยอะจริงๆขอบคุณครับที่มีรูปลักษณะเก่าๆมาให้ชมกัน
..........การมาเรียนหนังสือของผมจากวัดทุ่งหมื่นน้อยนั้นผมเอาชุดลงงานและจอบมาฝากเพื่อนที่พักหอศรีเกษตรไว้เช้าขึ้นก็แต่งชุดเรียนในห้องเอาหนังสือและสมุดใส่ย่ามสะพายมาโรงเรียนแต่เช้าเพราะต้องเดินมาไม่ทันได้กินข้าวเช้าที่วัดเพราะไม่ทันครับเนื่องจากเด็กลูกศิษย์วัดซึ่งต้องเดินไปรับปิ่นโตจากบ้านเรือนในหมู่บ้านกลับมาวัดแล้วจึงถวายให้พระท่านฉันมื้อเช้าก็เกือบจะแปดโมงเช้าแล้ว........ผมจึงมาโรงเรียนก่อนแล้วเดินไปตลาดแม่โจ้ซื้อข้าวกินเองเป็นอาหารมื้อเช้าที่ผมซื้อเป็นประจำจนแม่ค้าจำได้พอเดินไปถึงไม่ต้องสั่งเลยแม่ค้าก็จะหยิบใส่ห่อให้ทันทีคือข้าวนึ่งหนึ่งห่อราคาบาทเดียวและกับข้าวคือแกงโฮะหนึ่งห่อราคาบาทเดียวเหมือนกันตกลงอาหารมื้อเช้าของผมราคาสองบาทเท่านั้นกินอย่างเป็นประจำเวลากินข้าวกลางวันผมก็มานั่งกินที่หอศรีเกษตรเสร็จแล้วก็เปลี่ยนจากชุดเรียนเป็นชุดทำงานเตรียมลงงานตอนบ่ายได้เลยพอเลิกงานตอนเย็นก็เดินกลับวัดทั้งชุดลงงานไปถึงวัดก็กวาดบริเวณวัดเป็นงานประจำพร้อมกับลูกศิษย์วัดผมเลยกลายเป็นไอ้โข่งลูกพี่ของลูกศิษย์วัดไปโดยปริยาย.....นอกจากกวาดบริเวณวัดแล้วผมก็พาลูกศิษย์วัดขึ้นไปเช็ดพื้นกุฏิของท่านเจ้าอาวาสและในห้องของพระลูกวัดที่ผมพักอยู่ด้วยแต่ถ้าเป็นวันโกนก็เปิดโบสถ์ปัดกวาดทำความสะอาดเตรียมน้ำต้นใส่น้ำให้เต็มเอาใส่ถาดพร้อมแก้วน้ำพลาสติกตั้งไว้ริมผนังเพื่อยกมาเสริฟให้คนที่มาวัดถ้าเป็นคนเฒ่าจะมาถือศีลและนอนที่วัดคืนวันโกนด้วยผมก็ต้องเตรียมหมอนและเสื่อไว้บริการด้วยผมทำโดยที่พระท่านไม่ได้ใช้ตามที่ท่านผ.อ.วิภาตอบรมไว้............มีชาวบ้านผู้เฒ่าบางคนก็ถามผมว่าจะไดมามาอยู่วัดจะไดบ่ อยู่ที่โฮง
เฮียนผมก็บอกไปตามความจริงตอนกลางคืนผมก็จะมาคุยกับชาวบ้านที่มานอนวัดถึงเรื่องราวต่างๆบริเวณรอบวัดมีอยู่ครั้งหนึ่งผมถามว่าทำไมถึงให้ลูกศิษย์วัดไปเก็บปิ่นโตตามบ้านโดยพระไม่ต้องไปบิณฑบาตเล่าพอพลั้งปากถามไปแล้วก็นึกว่าไม่ควรถามเลยเพราะเราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแต่ชาวบ้านที่ผมถามก็ตอบโดยที่ไม่มีอาการใดๆว่าเป็นเพราะชาวบ้านไม่มีเวลาเช้าขึ้นกต้องออกไปทำงานแล้ว........จึงมาปวารนากับท่านเจ้าอาวาสว่านิมนต์ให้ไปรับปิ่นโตที่บ้านด้วยเถิดพระท่านก็จะลงรายชื่อของบ้านที่ปวารนาไว้แล้วบอกให้ลูกศิษย์เอาปิ่นโตไปให้ที่บ้านตอนเย็นพอวันรุ่งขึ้นก็ไปรับปิ่นโตตอนเช้าซึ่งชาวบ้านบอกว่าก็เหมือนกับการใส่บาตรนั่นแหละแถมยังบอกต่ออีกว่าบางวันเณรเกิดหิวข้าวตอนเย็นขึ้นมาก็เดินกลับไปบ้านกินอาหารรองท้องได้ผมร้องว่าอ้าวเณรกินข้าวเย็นได้หรือไม่อาบัติหรือชาวบ้านหัวเราะพร้อมบอกว่าเป็นอาบัติขั้นเบาๆปลงอาบัติในวันพระใหญ่ก็หายแล้วผมก็เข้าใจและร้องอ้อ........เพราะสมัยที่ผมบวชพอตอนเย็นเวลาหิวข้าวขึ้นมาเลยไปปรึกษาพระพี่เลี้ยงซึ่งท่านก็ให้ฉันท์น้ำปานะแทนกินข้าวผมเลยฉันท์น้ำแฟนต้าเสียสองขวดหายหิวไปเลยแต่ไม่อาบัตินะครับพร้อมไม่ได้ขบเคี้ยวในพระวินัยก็ระบุไว้หาอ่านได้ในตำราเจ็ดตำนานซึ่งเป็นหนังสือที่พระบวชใหม่ต้องอ่านในหนังสือมีระบุไว้ถึงวินัยและประเภทต่างๆของอาบัติหาซื้อได้ที่ร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไปครับ.......และในวันพระนี้ชาวบ้านมักจะมาทำบุญที่วัดถวายอาหารแก่พระทำให้อาหารมีมากจนพระเณรฉันท์ไม่หมดรวมทั้งลูกศิษย์ซึ่งมีผมรวมอยู่ด้วยก็กินไม่หมดพอวันรุ่งขึ้นเหล่าลูกศิษย์วัดและเณรก็ช่วยกันเอาข้าวนึ่งมาพรมน้ำแล้วเกลี่ยในถาดสังกะสีตากแดดไว้จนแห้งสนิทซึ่งใช้เวลาไม่เกินสามวันจากนั้นจึงเก็บรวบรวมใส่ถุงไว้เวลาขาดแคลนข้าวสารที่จะนึ่งก็เอาข้าวตากแห้งนี่แหละมานึ่งแทนแต่ถ้าเหลือเก็บมากๆเข้าวัดก็ขายให้กับพวกเลี้ยงหมูเอาไปเลี้ยงหมูเอาเงินเข้าบำรุงวัดไป.........ส่วนกับข้าวนั้นก็เสร็จพวกลูกศิษย์วัดรวมทั้งผมด้วยแหละครับผมก็ได้กินแกงโฮะที่แท้จริงตามต้นฉบับก็ครั้งนี้นี่แหละครับ.......กล่าวคือกับข้าวเมื่อเก็บไว้นพอข้ามวันโดยไม่อุ่นก็จะบูดถ้าเป็นแกงจะบูดเป็นฟองทีเดียว........แต่ก็ไม่ทิ้งครับลูกศิษย์วัดก็จะเอาชามกาละมังที่ใส่อาหารซึ่งบูดแล้วออกมาจากห้องเก็บหาผักในบริเวณวัดนั่นแหละจำพวกผักตำลึงลูกตำลึงผักโขมหนามและผักอีกอย่างแต่นึกชื่อไม่ออกครับแต่มีดอกสีเหลืองพริกขี้หนูซึ่งมีขึ้นเองในวัดหลายต้นอ้อมีผักอีกอย่างครับคือผักกาดพื้นเมืองซึ่งมีรสขมอร่อยดี........เอาผักทั้งหลายมาล้างแล้วหั่นและเด็ดพอคำพริกขี้หนูนี่ใสทั้งก้านจากนั้นจึงก่อกองไฟแล้วเอาหินมาสามก้อนตั้งรอบกองไฟตั้งกระทะใส่น้ำมันหมูพอร้อนก็เอากับข้าวที่บูดแล้วใส่ลงไปคนไปเรื่อยๆจนเดือดพักใหญ่ๆจึงใส่ผักที่เตรียมไว้ลงไปคลุกให้เข้ากันปล่อยให้เดือดจนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายแล้วใส่หน่อไม้ดองเปรี้ยวพร้อมน้ำดองลงไปพอเดือดอีกครั้งก็ชิมดูเติมเกลือและน้ำตาลให้มีรสได้ที่จึงตักใส่ภาชนะกินกับข้าวนึ่งร้อนๆรสชาติดีมาก

โดย ชาญกสิกิจ [13 มี.ค. 2549 , 13:09:20 น.] ( IP = 58.11.41.82 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ][ 16 ][ 17 ][ 18 ][ 19 ][ 20 ][ 21 ][ 22 ][ 23 ][ 24 ][ 25 ][ 26 ][ 27 ] [ 28 ] [ 29 ][ 30 ][ 31 ][ 32 ][ 33 ][ 34 ][ 35 ][ 36 ][ 37 ][ 38 ][ 39 ][ 40 ][ 41 ][ 42 ][ 43 ][ 44 ][ 45 ][ 46 ][ 47 ][ 48 ][ 49 ][ 50 ][ 51 ][ 52 ][ 53 ][ 54 ][ 55 ][ 56 ][ 57 ][ 58 ][ 59 ][ 60 ][ 61 ][ 62 ][ 63 ][ 64 ][ 65 ][ 66 ][ 67 ][ 68 ][ 69 ][ 70 ][ 71 ][ 72 ][ 73 ][ 74 ][ 75 ][ 76 ][ 77 ][ 78 ][ 79 ][ 80 ][ 81 ][ 82 ][ 83 ][ 84 ][ 85 ][ 86 ][ 87 ][ 88 ][ 89 ][ 90 ][ 91 ][ 92 ][ 93 ][ 94 ][ 95 ][ 96 ][ 97 ][ 98 ][ 99 ][ 100 ][ 101 ][ 102 ][ 103 ][ 104 ][ 105 ][ 106 ][ 107 ][ 108 ][ 109 ][ 110 ][ 111 ][ 112 ][ 113 ][ 114 ][ 115 ][ 116 ][ 117 ][ 118 ][ 119 ][ 120 ][ 121 ][ 122 ][ 123 ][ 124 ][ 125 ][ 126 ][ 127 ][ 128 ][ 129 ][ 130 ][ 131 ][ 132 ][ 133 ][ 134 ][ 135 ][ 136 ][ 137 ][ 138 ][ 139 ][ 140 ][ 141 ][ 142 ][ 143 ][ 144 ][ 145 ][ 146 ][ 147 ][ 148 ][ 149 ][ 150 ][ 151 ][ 152 ][ 153 ][ 154 ][ 155 ][ 156 ][ 157 ][ 158 ][ 159 ][ 160 ][ 161 ][ 162 ][ 163 ][ 164 ][ 165 ][ 166 ][ 167 ][ 168 ][ 169 ][ 170 ][ 171 ][ 172 ][ 173 ][ 174 ][ 175 ][ 176 ][ 177 ][ 178 ][ 179 ][ 180 ][ 181 ][ 182 ][ 183 ][ 184 ][ 185 ][ 186 ][ 187 ][ 188 ][ 189 ][ 190 ][ 191 ][ 192 ][ 193 ][ 194 ][ 195 ][ 196 ][ 197 ][ 198 ][ 199 ][ 200 ][ 201 ][ 202 ][ 203 ][ 204 ][ 205 ][ 206 ][ 207 ][ 208 ][ 209 ][ 210 ][ 211 ][ 212 ][ 213 ][ 214 ][ 215 ][ 216 ][ 217 ][ 218 ][ 219 ][ 220 ][ 221 ][ 222 ][ 223 ][ 224 ][ 225 ][ 226 ]

พูดคุยฉันท์พี่น้อง
จากลูกแม่โจ้รุ่นและชื่อ : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
Your Photo : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด