เสวนาจากใจเพื่อแม่โจ้ กับ ส.จันทร และศิษย์เก่ารับเชิญ
คุยกับ ส.จันทร
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ][ 16 ][ 17 ][ 18 ][ 19 ][ 20 ][ 21 ] [ 22 ] [ 23 ][ 24 ][ 25 ][ 26 ][ 27 ][ 28 ][ 29 ][ 30 ][ 31 ][ 32 ][ 33 ][ 34 ][ 35 ][ 36 ][ 37 ][ 38 ][ 39 ][ 40 ][ 41 ][ 42 ][ 43 ][ 44 ][ 45 ][ 46 ][ 47 ][ 48 ][ 49 ][ 50 ][ 51 ][ 52 ][ 53 ][ 54 ][ 55 ][ 56 ][ 57 ][ 58 ][ 59 ][ 60 ][ 61 ][ 62 ][ 63 ][ 64 ][ 65 ][ 66 ][ 67 ][ 68 ][ 69 ][ 70 ][ 71 ][ 72 ][ 73 ][ 74 ][ 75 ][ 76 ][ 77 ][ 78 ][ 79 ][ 80 ][ 81 ][ 82 ][ 83 ][ 84 ][ 85 ][ 86 ][ 87 ][ 88 ][ 89 ][ 90 ][ 91 ][ 92 ][ 93 ][ 94 ][ 95 ][ 96 ][ 97 ][ 98 ][ 99 ][ 100 ][ 101 ][ 102 ][ 103 ][ 104 ][ 105 ][ 106 ][ 107 ][ 108 ][ 109 ][ 110 ][ 111 ][ 112 ][ 113 ][ 114 ][ 115 ][ 116 ][ 117 ][ 118 ][ 119 ][ 120 ][ 121 ][ 122 ][ 123 ][ 124 ][ 125 ][ 126 ][ 127 ][ 128 ][ 129 ][ 130 ][ 131 ][ 132 ][ 133 ][ 134 ][ 135 ][ 136 ][ 137 ][ 138 ][ 139 ][ 140 ][ 141 ][ 142 ][ 143 ][ 144 ][ 145 ][ 146 ][ 147 ][ 148 ][ 149 ][ 150 ][ 151 ][ 152 ][ 153 ][ 154 ][ 155 ][ 156 ][ 157 ][ 158 ][ 159 ][ 160 ][ 161 ][ 162 ][ 163 ][ 164 ][ 165 ][ 166 ][ 167 ][ 168 ][ 169 ][ 170 ][ 171 ][ 172 ][ 173 ][ 174 ][ 175 ][ 176 ][ 177 ][ 178 ][ 179 ][ 180 ][ 181 ][ 182 ][ 183 ][ 184 ][ 185 ][ 186 ][ 187 ][ 188 ][ 189 ][ 190 ][ 191 ][ 192 ][ 193 ][ 194 ][ 195 ][ 196 ][ 197 ][ 198 ][ 199 ][ 200 ][ 201 ][ 202 ][ 203 ][ 204 ][ 205 ][ 206 ][ 207 ][ 208 ][ 209 ][ 210 ][ 211 ][ 212 ][ 213 ][ 214 ][ 215 ][ 216 ][ 217 ][ 218 ][ 219 ][ 220 ][ 221 ][ 222 ][ 223 ][ 224 ][ 225 ][ 226 ]
ข้อความ 211
สวัสดีครับพี่สงวนพี่ชาญกสิกิจ พี่สันติ คุณศิวฤทธิ์
เมื่อคืนวันที่ 31 ธ.ค 48 ผมไปทำงานที่ไนท์ซาฟารี(เกี่ยวกับระบบการจ่ายไฟฟ้า)เพราะเขามีงาน COUNT DOWN ทีแรกเห็นออกข่าวว่านายกทักษิณ จะมาเป็นประธานผลปรากฏว่ากลายเป้นท่านปลอดประสพ(ผอ.ไนท์ซาฟารี) เปิดงานแทน แต่ไม่เป็นไรหรอก ถนนทางเข้าจากลูกรังก็ราดยางเสร็จเรียบร้อยอย่างที่ผมคาดการไว้ทันเวลาพอดี ผมออกจากงานประมาณตีหนึ่งกว่า ๆ อากาศเย็นมากเพราะอยู่ตีนดอย สำหรับไนท์ซาฟารีหากพี่ๆที่ไม่ค่อยได้มาเชียงใหม่อาจจะงง ว่ามันอยู่ตรงใหนกันอยู่ในเขต ต.แม่เหี๊ยะ ติดกันกับเขต.ตำบลหนองควาย อ.หางดง ครับ อย่างงครับเอาอย่างงี้ตั้งต้นที่ สี่แยกโรงแรมเชียงใหม่ภูคำเลียบคลองชลประทานผ่านกาดเชิงดอย-สี่แยกกาดต้นพะยอม หลังสนามบินตรงไปเรื่อยๆผ่านศูนย์ฝึกอบรมการประปาส่วนภูมิภาค ผ่านคณะเกษตร มช.เลียบคลองไปเรื่อยๆ พอถึงหมู่บ้านในฝัน3 จะเจอป้ายเลี้ยวขวาเข้าไนท์ซาฟารีและงานพืชสวนโลก พูดถึงโรงแรมศรีประกาส หากพี่ชาญกสิกิจมาเชียงใหม่อีกครั้งอาจจะไม่เจอแล้ว ผมเห็นเขาทำโรงแรมสไตล์บาหลี พวกสปา ประมาณนี้แหละครับ ในเมืองก็มีรถเมล์สีขาววิ่งใหม่แทนรถเมล์เหลืองที่หยุดวิ่งไปเป็น 10 ปี รุ่นพี่ๆคงทันรถเมล์เหลืองนะครับ ตอนผมเป็นละอ่อนค่ารถเมล์จากสี่แยกวัดอุปคุตไปถึงน้ำตกห้วยแก้วราคา 25 สตางค์ ค่าอย่างว่าที่กองเล่าโจ้ หลังกาดหลวง ราคา 5 บาท แต่ผมไม่ได้ทำนะผมตามพี่ชายผมไป ป้าเขาถามผมว่าไอ่น้อยคิงมายะหยังเดียวฮาจะจะเต็กเข้าฮูเก่าเน้อ ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้ฮูเก่าที่แกว่าคือฮูอะไร มารู้อีกที ก็อีกตั้งหลายปีที่กำแพงดินและเขาขึ้นราคาเป็น 50 บาท เรียบร้อยแล้ว หวังว่าพี่ๆคงผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมานะครับ ตอนนั้นรู้สึกว่ารถมาแม่โจ้จะเป็นรถคอกหมูขนาดกลางตัวถังไม้ หน้าสั้นๆ จอดที่ปั้มสามทหารใช่ไหมครับ ขอถามผู้อาวุโสหน่อย ตอนนั้นผมละอ่อนมากโดย อรุณ69 [4 ม.ค. 2549 , 19:46:54 น.] ( IP = 203.150.139.164 : : )
ข้อความ 212
โรงแรมศรีประกาศ อยู่ในเรื่องราวของลูกแม่โจ้รุ่นเก่าๆ มากมายครับ รวมถึงโรงแรมไทยจีนท่าแพ
โรงแมโบราณที่สี่แยกราชวงศ์
รถเมล์เหลือง รถคอกหมูที่พวกเราชื่นชอบ
กำแพงดินที่หลายคนไม่เคยไปเมื่อมาถึงเชียงใหม่
หลายคนมาเรียนรู้เอาเองที่นี่
หลายคนจำไม่ได้ว่า เดี่ยวนี้อยู่ตรงไหน
ทุกอย่างเปลี่ยนไปครับ
ขอบคุณ อรุณ69 ที่ไปทำงานทางหางดง แล้วเล่าเรื่องต่างโดย ส.จันทร [5 ม.ค. 2549 , 01:06:20 น.] ( IP = 203.188.24.60 : : )
ข้อความ 213
พิมพ์ต่อครับ
ผมขึ้นไปทำงานที่ช่างเคี่ยนครั้งแรกเมื่อปี 2515
เมื่ออยู่ฝ่ายวิจัยเกษตร โครงการหลวง
ดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ และความหลากหลายของพรรณไม้ที่มีมากมายในเขตดอยสุเทพ-ปุย
เป็นหัวใจของ เมืองเชียงใหม่ ในอดีต
เมื่อปี 2503 เมื่อเวลาเที่ยงคืน หน้าโรงหนังสุริวงศ์ คินวันวิสาขบูชา พวกเราและนักศึกษาจาหสถาบันอื่น ในสมัยนั้น จำได้ วิทยาลัยครู ก็ชวนกันเดินขึ้นดอยสุเทพ หลายคนมีเพื่อน หลายคนมีเพื่อนที่รู้ใจและเป็นครอบครัวมาจนวันนี้
รอเวลานัดเที่ยงคืนเพื่อเดินขึ้นดอยสุเทพ ก็หายไป
เมื่อสองสามปีก่อน ผมพาลูกๆปางแฟนเดินขึ้นในเวลากลางวัน
ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นรณณรงค์เก็บขยะสองข้างทางขึ้นดอย
ก็ได้อะไรมากมายจากการทำงาน
วันเวลาเดินหน้าไปเรื่อยๆ
สภาพหลายอย่าง แนวคิดของคนเกี่ยวกับดอยสุเทพก็แปลกไป จากแนวคิดเดิม
แต่ผมยังถือว่า ดอยสุเทพ คือสถานที่ที่พวกเรา มาอยู่เชียงใหม่ต้องหวงแหน รักษา ทุกอย่างให้ดีตามสภาพเดิมเท่าที่จะทำได้
ลงรถไฟ เดินมาหน้าสถานี มองไปดอยสุเทพ ก่อนอื่นใด ความรุ้สึกมีความหมายมากครับในสมัยโน้น หลายคนคงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับผม
คุณชาญกสิกจ 28
คุณสันติ 35
คุณฐิระ 54
คุณศิวฤทธิ์ 58
คุณอรุณ 69
หลากหลายแนวคิด ทำให้บอร์ดนี้มีพวกเรามาอ่านกันมากพอสมควรครับโดย ส.จันทร [5 ม.ค. 2549 , 01:20:47 น.] ( IP = 203.188.9.161 : : )
ข้อความ 214
สวัสดีครับพี่ส.จันทร,คุณอรุณ69และทุกท่านครับ
พอเข้ามาที่webboardครั้งนี้รู้สึกตื่นเต้นและดีใจครับที่มีลูกแม่โจ้เข้ามาpostข้อความหลายคน....สวัสดีปีใหม่พี่ส.จันทร,คุณอรุณ69และทุกท่านครับขอให้มีความสุข..ความเจริญ...และมีสตางค์ใช้ไม่ขาดมือครับ
.......พูดถึงคิวรถในเวียงเข้าแม่โจ้นั้นในปีพ.ศ. 2506 นั้นคิวรถจะอยู่ที่กาดต้นลำใยตรงข้ามกับกาดเทศบาลหรือกาดหลวง...ต่อมาพอกาดต้นลำใยรื้อเพื่อสร้างใหม่ในราวปีพ.ศ.2507หรือ2510 นี่แหละผมจำปีพ.ศ.ไม่ได้แน่นอนคิวรถก็เลยย้ายมาที่ปั๊มสามทหาร(เดี้ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นปั๊มป.ต.ท. )ข้างสถานีกาชาดที่3ริมแม่น้ำปิงครับ
.........แล้วรถไฟก็เหมือนกันตอนนั้นเริ่มมีหังรถจักรดีเซลเข้ามาใช้แล้วแต่ใช้ลากเฉพาะขบวนรถด่วนและรถสินค้าส่วนขบวนรถโดยสารธรรมดาและขบวนรถเร็วยังคงใช้หัวรถจักรไอน้าอยู่ถ้าใครขึ้นขบวนรถดังกล่าวพอลงจากรถแล้วจะมีกลิ่นควันจากหัวรถจักรติดเสื้อผ้ามาด้วยหรือที่เรียกว่ากลิ่นรถไฟนั่นแหละครับบางคนถ้ายื่นหน้าออกทางหน้าต่างตู้โดยสารเพื่อชมทิวทัศน์ก็อาจจะมีลูกไฟเล็กๆจากหัวรถจักรปลิวมาโดนเสิ้อไหม้เป็นรูก็ได้ผมก็เคยโดนอีกอย่างก็คือข้าวผัดซึ่งรถเสบียงตั้งชื่อว่าข้าวผัดรถไฟครับรถเสบียงเขาผัดใส่ซอสสีแดงๆใส่หมูนิดหน่อยมีไข่ดาวให้ฟองหนึ่งต้นหอมแถมให้สองต้นราคาก็กำลังดีรสชาติใช้ได้เดี้ยวนี้ไม่รู้ว่ายังมีข้าวผัดรถไฟบนขบวนรถไฟอีกหรือเปล่า
........เมื่อกลับบ้านมาพักผ่อนคุยกับพ่อและแม่และพี่น้องแล้วก็ออกเที่ยวทักทายเพื่อนที่เรียนชั้นมัธยมด้วยกันและนั่งรถเมล์ขาวของบริษัทนายเลิศเที่ยวกรุงเทพฯตอนนั้นรถเมล์ขาวบริษัทนายเลิศเป็นรถเมล์ที่มีคุณภาพดีที่สุดมารยาทของคนขับและกระเป๋ารถก็สุภาพโดยสารแล้วสบายใจไม่ขุ่นมัวเหมือนเดี้ยวนี้เสียดายที่เลิกไปแล้วและรถก็ไม่ติดรถวิ่งไปเรื่อยๆไม่มีมลพิษนั่งชมทิวทัศน์เพลินดีครับ
.........พักผ่อนและเที่ยวประมาณสองอาทิตย์กว่าๆก็เตรียมตัวขึ้นเชียงใหม่เพื่อเรียนต่อเพราะใกล้เวลาเปิดเทอมขากลับนี่ผมขอสตางค์ค่าเทอมจากพ่อกับแม่ติดตัวไปด้วยแล้วขอค่าโดยสารรถไฟเพิ่มโดยบอกว่าอยากจะลองนั่งรถโดยสารชั้นสองดูบ้างว่ามันสบายยังไงเพราะดูแล้วมันโก้ดีซึ่งท่านก็บ่นว่ามันเปลืองขึ้นรถชั้นสามหรือชั้นสองก็ถึงเชียงใหม่เหมือนกันแต่ในที่สุดท่านก็ให้สตางค์เพิ่มตามที่ขอซึ่งผมดีใจที่ได้นั่งรถไฟชั้นสองจนได้แล้วก็ไปซื้อตั๋วโดยสารรถชั้นสองซึ่งเป็นชั้นที่สูงสุดของรถเร็วที่ไม่ซื้อรถด่วนเพราะรถด่วนต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นแล้วผมลองนับเวลาวิ่งของรถไฟทั้งสองแบบแล้วเวลาก็พอๆกันต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น
........เมื่อถึงเวลาเดินทางพ่อผมอุตส่าห์มาส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงก่อนพ่อจะกลับบ้านก็บอกให้ผมตั้งใจเรียนอย่าขี้เกียจผมก็รับปากแต่แล้วผมก็ทำให้ท่านต้องผิดหวังเพราะผมยังขี้เกียจไม่ทำแปลงขนาดสิบแปลงที่วิทยาลัยมอบหมายให้นักเรียนปีที่หนึ่งทุกคนทำให้เสร็จโดยคิดแบบโง่ๆของผมคือทำแค่แปดแปลงก็ได้คะแนนแปดสิบผ่านแล้วไม่ต้องเอาเต็มก็ได้แต่ที่ไหนได้ผมเกือบทุกท่านอาจารย์รัตน์ ชลลัมพี ซึ่งท่านคุมการทำแปลงของนักเรียนปีที่หนึ่ง ตำหนิแถมจะเตะเอาเสียด้วย...แล้วผลคะแนนการทำแปลงออกมาผมตกสนิทได้แค่ห้าสิบคะแนนเท่านั้นเกณท์ผ่านต้องได้คะแนนอย่างน้อยหกสิบคะแนน....เป็นอันว่าผมต้องเรียนซ้ำชั้นอย่างน่าอับอายเพื่อนๆแถมทำให้พ่อแม่เสียใจอีกด้วยซึ่งเป็นบาดแผลทางใจของผมมาจนถึงทุกวันนี้โดย ชาญกสิกิจ [5 ม.ค. 2549 , 13:40:21 น.] ( IP = 58.11.41.53 : : )
ข้อความ 215
ต่อตอนที่สอง
รถไฟชั้นสองสมัยปีพ.ศ.2506 ที่นั่งเป็นหนังสีน้ำเงินที่นั่งค่อนข้างแข็งแต่มีสปริงนั่งหันหน้าหากันแบบชั้นสามแต่สามารถพลิกที่พิงให้กลับหันไปทิศที่ขบวนรถวิ่งไปได้...ตอนนั้นยังไม่มีรถปรับอากาศมีเพียงชั้นสาม...ชั้นสอง....และชั้นหนึ่งเท่านั้นแต่ชั้นหนึ่งค่าโดยสารแพงมากมีแต่คนมีสตางค์เท่านั้นที่โดยสารนั่งแค่ชั้นสองนี่ก็โก้แล้ว...ผมนั่งด้วยความภูมิใจพร้อมกับดูทิวทัศน์สองข้างทางไปเรื่อยๆบางทีก็คุยกับเพื่อนที่ของเงินจากพ่อและแม่เพิ่มมานั่งชั้นสองกับผมพออากาศใกล้ค่ำก็มีคนรถเสบียงแบกถาดใส่อาหารต่างๆมาเดินเร่ขายตามตู้รถไฟผมบอกกับเพื่อนว่าไหนๆนั่งชั้นสองแล้วกินข้าวผัดรถไฟให้มันโก้สมอยากเถอะวะแล้วก็นั่งกินแบบสบายอกสบายใจแต่ไม่ไปกินที่ตู้เสบียงเพราะกลัวเจอรุ่นพี่นั่งกินสุราแล้วจะถูกรุ่นพี่เขม่นเอาพอถึงอยุธยาอากาศก็มืดสนิทกินข้าวเสร็จก็นั่งคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆจนง่วงจึงพิงกับเบาะที่พิงหลับไปตื่นเป็นพักๆตามสถานีที่ขบวนรถจอดมาตื่นอีกทีที่สถานีพิษณุโลกเพราะได้ยินคนมาร้องขายของกินข้างตู้รถผมจึงซื้อไอสครีมกินกับเพื่อนคนละถ้วยเพราะรสอร่อยพอรถออกวิ่งไปเรื่อยๆพอจะหลับก็ถึงสถานีศิลาอาศน์ซึ่งรถจอดนานหน่อยเพื่อเติมน้ำเติมฟืนและเพื่อหัวรถจักรอีกหัวหนึ่งเพราะรถเริ่มขึ้นเขาได้เวลาก็ออกเดินทางต่อผมก็หลับต่อเช่นกันมาตื่นอีกทีที่สถานีบ้านปิน..อำเภอลอง..จังหวัดแพร่ น่าแปลกที่สถานีบ้านปินนี่รถจอดนานมีคนขึ้นลงมากทั้งที่สถานีก็ไม่ค่อยใหญ่แต่มีความเป็นชนบทดีจริงๆไฟฟ้าก็ไม่มีความสว่างใช้ตะเกียงเจ้าพายุจุดเอาสว่างไปทั่วบริเวณสถานีผมจึงลงไปนั่งเล่นที่ม้านั่งตรงบริเวณชานชาลาสถานีเพราะชอบความเป็นชนบทพอเวลารถไฟก็เปิดหวูดสักพักรถก็ออกผมขึ้นรถนั่งไปอีกพักก็หลับต่อ
.........รถมาจอดนานที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่เพราะต้องตัดตู้รถออก เช่นเดียวกับที่สถานีลำปางต้องตัดตู้รถออกเช่นเดียวกันผมจึงลงไปซื้อขนมกินที่สถานี จนรถออกเดินทางมาจอดที่สถานีขุนตานซึ่งเป็นสถานีที่มีต้นไม้ขึ้นบริเวณสถานีหนาแน่นทั้งนี้เพราะตัวสถานีตั้งอยู่กลางป่านั่นเอง....ขบวนรถถึงสถานีเชียงใหม่ตอนสายๆก็ขนกระเป๋าเดินออกมาขึ้นรถสามล้อไปที่ท่ารถแม่โจ้กาดต้นลำใยเพื่อเดินทางเข้าแม่โจ้
........เมื่อมาถึงแม่โจ้ก็แบกกระเป๋าไปที่ตึกอำนวยการเพื่อชำระเงินค่าเทอมและรับใบเสร็จและใบเบิกเครื่องนอนจากนั้นก็เดินไปที่shop ลุงสมเพื่อเบิกเครื่องนอนพอเห็นลุงสมผมก็พูดแหย่ลุงสมว่า...ลุงสมผมขอเครื่องนอนใหม่ๆนะเพราะอุตส่าห์รีบมาเพื่อจะเอาของใหม่นะครับ...ลุงสมหัวเราะแล้วเรียกชื่อผม(ลุงสมนี่แกจำชื่อนักเรียนได้แม่นจริงๆไม่รู้ว่าจำชื่อนักเรียนได้ทุกคนหรือเปล่าแต่คิดว่าคงจะหมดถ้าไม่หมดก็เกือบหมดแหละครับ)แล้วพูดว่าของต้องเอาไว้ให้รุ่นพี่ก่อนนะเธอยังปีหนึ่งอยู่ยังไม่มีสิทธิเอาไว้ปีหน้าก่อนเอาอย่างนี้แล้วกันในฐานะที่มาก่อนเธอเอากลางเก่ากลางใหม่ไปก็แล้วกันแล้วลุงสมก็บอกคนงานให้หยิบเครื่องนอนกลางเก่ากลางใหม่มาให้ผมแต่พอเห็นเครื่องนอนแล้วผมก็บอกว่าไหนลุงสมว่ากลางเก่ากลางใหม่ ทำไมมุ้งยังเป็นมุ้งเก่าอยู่ล่ะลุงสมดูแล้วก็หัวเราะพร้อมพูดว่าช่างเลือกจริงๆและบอกให้คนงานเปลี่ยนมุ้งใหม่ให้จากนั้นผมก็แบกเครื่องนอนไปที่หอเดิมคือหอชาญกสิกิจขึ้นไปบนหอปรากฎว่ายังไม่มีใครมาเลยยกเว้นแต่พี่วุฒิ คงเจริญหัวหน้าหอรุ่น26 และพี่สมนึก ศรีปลั่ง รองหัวหน้าหอ รุ่น27 มาเพียงสองคน พี่วุฒิเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนพี่สมนึกเป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งใจดีทั้งสองคนอัธยาศัยก็ดีด้วยผมกับเพื่อนก็บยกมือไหว้สวัสดีพี่ทั้งสองคนแล้วทักทายว่าพี่มานานแล้วหรือครับพี่วุฒิบอกว่าว่าตั้งแต่เมื่อวานแล้วพี่สมนึกบอกว่าเพิ่งมาเมื่อเช้านี่เองแล้วผมกับเพื่อนก็เอาเครื่องนอนไปไว้ที่เตียงเดิมที่เคยนอนเมื่อเทอมต้นจากนั้นก็รีบเดินไปเอากระเป๋าซึ่งฝากเจ้าหน้าที่ธุรการไว้ที่ตึกอำนวยการมาที่หอทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูเตียงและบริเวณรอบเตียงปูเสื่อพร้อมที่นอนและผ้าปูที่นอนจากนั้นก็ลงไปอาบน้ำที่คูน้ำหน้าหอตอนนั้นน้ำยังคงเป็นสีแดงขุ่นเหมือนเดิมแต่เย็นมากอาบแล้วชื่นใจเนื่องจากไม่มีคนมาอาบเลยถือโอกาสนอนแช่น้ำสบายพักใหญ่จึงขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อแล้วชวนเพื่อนไปห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือกันพอได้เวลาเที่ยงจึงเดินไปกินข้าวเที่ยงที่ตลาดไปถึงตลาดก็ตรงไปที่ร้านพี่นวลเพื่อจะกินอาหารพื้นเมืองกันเพราะไม่ได้กินมานานและยังราคาถูกอีกด้วย
........ไปถึงก็ทักทายกับพี่นวลแล้วสั่งแกงแค...ยำถั่วแปบ...แกงโฮะ...พร้อมข้าวนึ่งมากินกันไปคุยกันไปกับเพื่อนตลาดตอนปิดเทอมเวลากลางวันค่อนข้างเงียบเหงายังมีนักเรียนแม่โจ้เดินในตลาดน้อยเพราะยังไม่เปิดเทอมพออิ่มชำระเงินแล้วจึงพากันไปซื้อพวกสบู่ยาสีฟันผงซักฟอกถือกลับไปหอเก็บของแล้วนอนพักคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระโดย ชาญกสิกิจ [5 ม.ค. 2549 , 15:17:36 น.] ( IP = 58.11.41.53 : : )
ข้อความ 216
พี่ชาญกสิกิจ
ผมเข้าใจว่าเมื่อปี 2506 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์คงยังไม่มีนะครับ ผมเคยได้ยินว่าสมัยนั้น คนเชียงรายถ้าจะมารียนที่เชียงใหม่ต้องขึ้นรถคอกหมูจากเชียงรายไปลำปางแล้วไปต่อรถไฟที่ลำปางมาเชียงใหม่ เพราะถนนจากดอยสะเก็ดไปเวียงป่าเป้าเชียงรายเพิ่งตัดเสร็จประมาณปี 2518 นี่ละมั้ง สมัยนั้น อย่าว่าไปเชียงรายเลย พ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่าแค่จะไปดอยสะเก็ดหรือไปแม่โจ้ต้องไปทางหนองเส้ง หรือทางป่าช้าสันกู่เหล็ก กว่าจะผ่านถึงกาดถนนต่อบางทีน้ำท่วมใช้เวลาเป็นครึ่งวันเนื่องจากถนนก็ไม่ค่อยดีเป็นหลุม โคลน สมัยก่อนต้องใช้วัวล้อครับตามประวัติวัวล้อใช้บริการขนส่งจากสถานีรถไฟขนของไปส่ง ที่ต่างๆเพิ่งมาเลิกประมาณ 2513 เพราะเขาห้ามวัวล้อเข้าเมืองตั้งแต่สะพานนวรัฐ ถนนท่าแพ ต้องยอมรับความมานะอุตสาหะของพวกพี่จริงๆที่ดั้นด้นไปเรียนถึงแม่โจ้ ตอนนั้นเสือคงวิ่งเพ่นพล่านแน่ๆเลย ถึงว่านักเรียนแม่โจ้ถึงได้ใจถึงนัก ตกลงพี่ชาญกสิกิจ นั่งวัวล้อ หรือนั่งรถคอกหมูไปแม่โจ้ ครับโดย อรุณ 69 [5 ม.ค. 2549 , 22:47:47 น.] ( IP = 203.150.138.137 : : )
ข้อความ 217
สวัสดีครับ พี่สงวน พี่ชาญกสิกิจ คุณอรุณ และทุกท่านครับ
พอได้ยินพี่ ๆ คุยกันถึงเรื่องรถคอกหมู ทำให้นึกถึงตอนไปเรียนแม่โจ้แล้วได้ฟังตำนานการบู๊ของลูกแม่โจ้ครับ ถ้ามีโอกาสหรือเป็นเรื่องที่สามารถเล่าให้กันฟังได้ ขอความกรุณาพี่ ๆ เล่าให้ฟังบ้างนะครับโดย ศิวฤทธิ์ 58 [5 ม.ค. 2549 , 23:07:12 น.] ( IP = 86.135.96.187 : : )
ข้อความ 218
สวัสดีครับพี่ส.จันทร,คุณอรุณ69และทุกท่านครับ
สมัยที่ผมมาเรียนที่แม่โจ้เมื่อปีพ.ศ.2506นั้นเวลาเดินทางเข้าแม่โจ้จากในเวียงนั้นผมต้องนั่งรถโดยสารที่คุณอรุณ69เรียกว่ารถคอกหมูนั่นแหละครับแต่ก็มีรถบางคันเป็นรถสมัยใหม่สำหรับยุคนั้นแต่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสารเขารื้อเอาเก้าอี้ที่นั่งหันไปทางหน้ารถแบบเดี้ยวนี้ออกแล้วเอาไม้ติดเรียงริมห้องโดยสารเรียงหันหน้าเข้าหากันเพื่อให้มีที่ว่างตรงกลางสำหรับวางสิ่งของหรือกระสอบข้าวสารได้ทั้งนี้เพราะเขารับทั้งคนโดยสารและสิ่งของเป็นรถเอนกประสงค์ทั้งรถบรรทุกและรถโดยสารในตัวครับแต่ก็ยังมีล้อเกวียนวิ่งตามถนนนอกเวียงทั่วๆไป...ผทมยังเคยขอนั่งเกวียนชาวบ้านจากบริเวณที่เลยโรงพยาบาลแมคคอมิคราวหนึ่งกิโลเมตรจะมีโรงสีข้าวฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลไปอำเภอสันทรายเนื่องจากเจ้าของเกวียนบ้านเขาอยู่สันทรายเขาเอาเกวียนเข้ามาซื้อปลายข้าวข้าวและรำข้าวเพื่อไปเลี้ยงหมูเกวียนนั้นเทียมด้วยวัวสองตัวเวลาเคลื่อนที่เสียงกระดิ่งที่ผูกคอวัวดังกรุ๋งกริ๋งพร้อมกับเสียงออดแอดของเกวียนดังไปตลอดทาง....พอถึงสันทรายก็ขอบคุณเจ้าของเกวียนแล้วเดินเข้าแม่โจ้จนเหงื่อชุ่มเสื้อก็โชคดีที่มีเกวียนผ่านมาอีกคันหนึ่งจึงขอโดยสารต่อมาลงที่บ้านแม่แก้ดน้อยแล้วลงเดินต่อจนถึงแม่โจ้ที่ต้องเดินทางแบบนี้เพราะเกิดความคิดพิเรนกับเพื่อนที่เข้าเวียงด้วยกันว่าลองเดินกลับแม่โจ้กันดูไหมจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแต่ก็ไม่ได้เดินตลอดทาง....เพราะได้อาศัยเกวียนนั่งเป็นบางช่วง....ที่นึกขึ้นได้เพราะคุณอรุณ69เขียนถามเรื่องการนั่งรถโดยสารเข้าแม่โจ้เลยนึกขึ้นมาได้ส่วนเส้นทางจากเวียงเข้าแม่โจ้นั้นตอนนั้นมีทางถนนอยู่เส้นเดียวจากอำเภอสันทรายซึ่งเป็นทางลูกรังส่วนทางเดินนั้นมีหลายทางเช่นทางเดินหรือทางเกวียนแคบๆจากแม่โจ้ไปแม่ริมและทางเดินลัดทุ่งนาไปเวียงซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นถนนไปเสียแล้วทั้งสองเส้นทาง
.........ออกนอกเรื่องเสียนานวกกลับมาเข้าเรื่องดีกว่า....พอนอนคุยกับเพื่อนจนเย็นได้เวลาอาหารเย็นผมกับเพื่อนจึงพากันเดินไปตลาดทั้งนี้เพราะโรงครัวยังไม่เปิดจะเปิดก็ต่อเมื่อวิทยาลัยเปิดเทอมครับผมมาก่อนเปิดสองวันจึงหาข้าวกินเองเมื่ไปถึงตลาดก็ไปที่ร้านเดิมคือร้านพี่นวล..ที่ไปที่นี่ก็เพราะราคาถูกเป็นหลักใหญ่ประการต่อมาคือรสชาติอร่อยแต่แปลกที่ร้านพี่นวลไม่ขายลาบถ้าจะกินลาบต้องไปซื้อที่ร้านข้างมากินที่ร้านพี่นวลร้านที่ขายลาบเขาไม่มีเก้าอี้ให้นั่งเวลากินครับต้องซื้อแล้วไปกินที่อื่นเขาขายลาบเนื้อสลับกับลาบหมูทำลาบสองเวลาคือตอนเช้ากับตอนบ่ายทำครั้งละกาละมังใหญ่ๆแต่ก็หมดทุกวันรสชาติก็ใช้ได้แต่ถ้าจะซื้อเจ้าอื่นต้องมาซื้อตอนเช้าเวลาติดตลาดมีชาวบ้านเขาทำขายหลายเจ้าราคาก็ถูกกว่าแต่บางเจ้าก็เพิ่มปริมาณลาบโดยใส่มะเขือยาวเผาลงไปในลาบเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อลาบต้องเลือกดูเวลาซื้อ...ผมไปซื้อลาบหมูจากร้านข้างๆมากินเย็นวันนั้นเลยมีกับข้าวถึงสี่อย่างคือสั่งกับข้าวจากร้านพี่นวลสามอย่างคือแกงโฮะ..แกงอ่อม..ผัดเห็ดฟางและลาบหมูจากร้านข้างๆอีกอย่างเย็นวันนั้นเลยกินข้าวกันเปรมไปเลยทั้งนี้เพราะถูกเพราะกินกินจนอิ่มพุงกางกับข้าวสี่อย่างข้าวนึ่งสี่จานน้ำดื่มฟรีหมดเงินไปยี่สิบสามบาทเฉลี่ยกันคนละสิบกว่าบาทเท่านั้น
........ตอนนั้นมีปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ขายอยู่เจ้าหนึ่งจากการพูดคุยกันที่บ้านซึ่งสองผัวเมียเช่าอยู่ริมถนนก่อนถึงตลาดแม่โจ้แกเล่าให้ฟังว่เป็นชาวจีนฮ่อกับเมียซึ่งอพยพมาจากอำเภอฝางตอนเช้าจะมาขายปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ที่ตลาดตอนสายจนถึงเย็นจะขายข้าวซอยที่บ้านที่เช่าอยู่เมื่อไปคุยกับแกหลายครั้งเข้าแกก็เผยถึงวิธีทำเส้นข้าวซอย...การทำน้ำแกงข้าวซอยตลอดจนวิธีทำปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ให้โดยไม่ปิดบังเวลาคุยกันผมเรียกแกว่าอ้ายแกก็เรียกน้องเลยกลายเป็นพี่น้องกันไปโดยปริยายแต่เวลาที่ผ่านไปผมเลยลืมวิธีทำปาท่องโก๋และเส้นข้าวซอยเสียสนิทนึกไม่ออกจริงๆโดย ชาญกสิกิจ [6 ม.ค. 2549 , 13:09:15 น.] ( IP = 58.11.41.53 : : )
ข้อความ 219
ต่อตอนที่สอง
ความจริงถ้าเราพูดคุยกับชาวบ้านนี่ถ้าเรามีความจริงใจมีน้ำใจซื่อสัตย์ให้ชาวบ้านเขาก็จะมีน้ำใจตอบแทนเราทำให้เรารู้เรื่องต่างๆหลายเรื่องโดยไม่ต้องพยายามใดๆเลย
.........เมื่อกินข้าวเย็นอิ่มแล้วค่อยๆก็เดินตามถนนกลับหอพักแวะคุยกับชาวบ้านที่ขายข้าวซอยและน้ำเต้าหู้ซึ่งผมเล่าให้ฟังข้างต้นเจ้าของบ้านกำลังดื่มเหล้าข้าวโพดทำเองใสเป็นตาตั๊กแตนพอผมกับเพื่อนแวะเข้าไปหลังจากทักทายกันแล้วก็ชักชวนให้ผมกับเพื่อนดื่มเหล้าข้าวโพดผมก็ดื่มนิดหน่อยพอไม่ให้เสียมารยาทปรากฎว่ารสชาติรุนแรงจริงๆพอลงคอไปเหมือนกับมีน้ำร้อนวิ่งตามลำใส้ลงไปในกระเพาะผมทำหน้าเหยเกเจ้าของบ้านหัวเราะชอบใจพร้อมกับบอกให้ตักกับแกล้มดูเหมือนจะเป็นหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นยาวๆปรุงคล้ายกับต้มเค็มวางคลุมผักดองหั่นละเอียดรสชาติอร่อยมากผมเลยชิมกับแกล้มอีกเยอะทั้งๆที่กินข้าวอิ่มแล้วส่วนสุราผมก็จิบนิดหน่อยเท่านั้นเพราะสู้ความแรงไม่ไหวคุยกับเจ้าของบ้านถึงประวัติความเป็นมาของแกสลับกับที่ผมเล่าถึงประวัติของผมบ้างคุยกันเพลินจนค่อนข้างดึกจึงลาเจ้าของบ้านกลับหอพร้อมชมว่ากับแกล้มอร่อยถ้ากันกับข้าวถ้าจะดีแกเลยชวนให้มากินข้าวกับแกวันรุ่งขึ้นแกจะทำกับข้าวอร่อยๆให้กินผมก็รับปากด้วยความเต็มใจ
........ระหว่างเดินกลับหอรู้สึกมึนหัวใบหน้าร้อนผ่าวถามเพื่อนว่ารู้สึกอย่างผมหรือเปล่าพี่ก็บอกว่ารู้สึกอย่างเดียวกัน...นี่ขนาดดื่มสุรานิดหน่อยเท่านั้นถ้าดื่มมากตามที่เจ้าของบ้านชักชวนมีหวังล้มคว่ำอยู่กับที่กลับหอไม่ไหวแน่ๆบอกเพื่อนว่าถ้าพรุ่งนี้มากินข้าวเย็นกับอ้ายหม่าเรากินสุรานิดหน่อยพอเป็นมารยาทเท่านั้นดีกว่า(ที่เรียกแกว่าอ้ายหม่าเพราะแกบอกเป็นคนจีนฮ่อแซ่หม่าแต่ชื่อผมลืมจริงๆนึกไม่ออก)
..........พอมาถึงหอค่อยๆเดินขึ้นไปบนหอบนหอเงียบสนิทมีแต่พี่วุฒิหัวหน้าหอนั่งอ่านหนังสืออยู่และปีหนึ่งที่เพิ่งมาถึงอีกสามคนเท่านั้น..พี่วุฒิเงยหน้ายิ้มให้ถามว่าไปสังสรรค์ที่ไหนมาผมบอกว่าไปคุยที่บ้านชาวบ้านแล้วเจ้าของบ้านชวนดื่มผมก็เลยดื่มไปนิดหน่ยพอไม่ให้เสียมารยาทครับจากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันละมุ้งก็ไม่กางนอนตากยุงทั้งอย่างนั้นมาตื่นอีกทีก็สว่างจ้าลุกขึ้นนั่งงมึนงงสักพักพี่วุฒิหัวหน้าหอและเพื่อนร่วมหอที่มาที่หลังสามคนหายไปไหนก็ไม่รู้จึงปลุกเพื่อนที่นอนข้างๆคว้าอุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายแล้วลงไปข้างล่างทำความสะอาดร่างกายขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อแล้วไปตลาดซื้อข้าวเหนียวดำหน้าสังขยามาที่ร้านอาจารย์มณฑลสั่งกาแฟร้อนกับเด็กเสริฟมากินกับข้าวเหนียวดำที่ซื้อมาพอเรียบร้อยก็นั่งพักอยู่ที่ร้านอาจารย์มณฑลพักใหญ่จึงชวนเพื่อนเข้าเวียงไปดูหนังกันพอถึงเวียงก็เดินออกหน้ากาดต้นลำใยไปถนนท่าแพขึ้นรถเมล์ที่หน้าวัดอุปคุตไปลงที่ประตูท่าแพเดินไปดูหนังที่โรงหนังสุริวงศ์ชั้นราคาสี่บาทที่นั่งอยูแถวหน้าสุดเวลาดูต้องเอนหลังลงเอาหัวพาดพนักพิงแล้วดูจึงจะดูถนัดพอหนังจบก็ออกมากินข้าวมันไก่ใกล้โรงหนังสั่งไก่สับจานใหญ่ราคาจานละสิบสองบาทข้าวมันถ้วยละบาทมากินเป็นอาหารกลางวันอิ่มหนำสำราญแล้วจึงออกเดินเที่ยวไปตามถนนถ้าจำไม่ผิดชื่อถนนช้างม่อยที่ร้านแหนมป้าย่นตั้งอยู่ครับเดินเที่ยวตามริมถนนมาเรื่อยๆจนมาถึงตลาดต้นลำใยไม่รู้ตัวจึงมาขึ้นรถโดยสารกลับแม่โจ้กลับมาถึงแม่โจ้ก็ขึ้นไปบนหอหอปรากฎว่ามีนักเรียนปีหนึ่งทะยอยมาเกือบครบแล้วเพราะวิทยาลัยเปิดเรียนพรุ่งนี้แล้ว...ผมขึ้นไปนั่งพักคุยกับกับเพื่อนที่เพิ่งมาเพื่อรอเวลาเย็นจะได้ไปบ้านอ้ายหม่าตามที่นัดกันไว้.....พรุงนี้จะมาพิมพ์ใหม่ครับโดย ชาญกสิกิจ [6 ม.ค. 2549 , 14:10:22 น.] ( IP = 58.11.41.53 : : )
ข้อความ 220
สวัสดีครับพี่ส.จันทร,คุณอรุณ69และทุกท่าน
ขอย้อนไปเรื่องรถเมล์ในเชียงใหม่ปีพ.ศ. 2506 สักนิดเป็นรถเมล์สีเหลืองทั้งคันจากทีได้คุยกับนายท่ารถเมล์ที่ต้นทางหนองประทีปอยู่เลยสถานีรถไฟไปหน่อยหนึ่งทราบว่าเป็นรถเมล์ของบริษัทเฉลิมพล จำกัดซึ่งบริษัทใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา...มีทั้งหมดสามสายโดยกำหนดเป็นตัวเลขสายที่หนึ่ง..สอง...และสามตอนนี้ผมนึกถึงต้นทางและปลายทางของทุกสายไม่ออกทั้งๆที่เคยนึกออกแต่พี่ส.จันทรจำได้ครับสรุปว่าสายหนึ่งต้นทางอยู่ที่หนองประทีปสายสามต้นทางอยู่ที่หนองผึ้งเลยหนองหอยไปอยู่ติดเขตอำเภอสารภีส่วนสายสองนึกไม่ออกผมว่าคงจะรบกวนพี่ส.จันทรบอกดีกว่าครับ..ส่วนขนาดของรถเมล์ใหญ่พอๆกับรถเมล์ขนาดเล็กถ้าจำไม่ผิดคงจะขนาดเท่ากับรถที่วิ่งจากตัวอำเภอเมืองออกไปยังอำเภอรอบนอกหรือวิ่งไปลำพูน
..........นั่งนอนคุยกับเพื่อนที่หอจนเย็นระหว่างนี้มีเพื่อนปีที่หนึ่งทะยอยมาจนเกือบครบบรรยากาศกลับคึกคักเหมือนเช่นเดิม.....พอได้เวลาผมกับเพื่อนก็พากันเดินไปบ้านอ้ายหม่าตามที่นัดกันไว้เมื่อไปถึงเจ้าบ้านกำลังปรุงอาหารอยู่ที่หน้าบ้านโดยเอาเตาที่ตั้งหม้อน้ำข้าวซอยเป็นที่ปรุงอาหารแม่บ้านเชิญให้ผมและเพื่อนนั่งแล้วเอากาน้ำชาจีนมาเสริฟให้กินไปพลางๆระหว่างที่ปรุงอาหารยังไม่เสร็จ.....ระหว่างนั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆจนปรุงอาหารเสร็จเจ้าบ้านจึงตักใส่ชามมาวางบนโต๊ะอาหาร...อาหารมีหลายอย่างเท่าที่นึกออกมีหมูสามชั้นกับผักดองที่กินเป็นกับแกล้มกันเมื่อวานอันนี้อร่อยมากอันนี้เสียดายที่ผมลืมชื่อนึกไม่ออก..มีขาหมูต้มเค็ม..แกงจืดยอดตำลึงกับหมูสับ...ผัดผักกาดขาวกับหมูเค็ม...เห็ดป่าเคี่ยวกับน้ำมันใส่พริกกับกระเทียมทั้งกลีบแต่ละอย่างหอมน่ากินทั้งนั้นและก็ตามธรรมเนียมเจ้าบ้านรินเหล้าแจกคนละถ้วยก่อนกินข้าวผมรับแก้วมาแล้วจิบเพียงนิดหน่อยแล้ววางแก้วลงพร้อมกับบอกว่าผมคอไม่แข็งกินมากไม่ได้เดี้ยวเมาจะไม่ได้กินของอร่อยที่อ้ายหม่าทำเจ้าบ้านหัวเราะพร้อมกับบอกว่า..บ่อเป็นหยังกินนิดหน่อยก็ยังดีมาเริ่มกินดีกว่าจึงเริ่มกินข้าวที่รสอร่อยพร้อมกับคุยกันไปด้วย...อ้อข้าวที่กินเป็นข้าวเจ้าและกินด้วยตะเกียบครับ
..........กินไปคุยกันไปอย่างเพลิดเพลินจนอิ่มพุงกางจากนั้นผมกับเพื่อนจึงขอบคุณพร้อมกับบอกลาเจ้าของบ้านกลับหอเจ้าของบ้านบอกส่งท้ายว่าอาทิตย์หน้ามากินข้าวกันอีกนะผมก็บอกรับคำจากนั้นจึงเดินกลับหอกับเพื่อนคราวนี้รู้สึกหน้าร้อนแต่ไม่มึนหัวเพราะว่ากินเหล้าไม่มาก....เมื่อกลับมาถึงหอปรากฎว่าเพื่อนๆมาครบกันทุกคนแล้วโดยสังเกตุว่าเตียงไม่ว่างเลยเสียงพูดคุยกันดังจอแจไปหมดผมจุดตะเกียงนั่งพักสักครู่หนึ่งจึงลงไปอาบน้ำแล้วกลับขึ้นมานั่งคุยกับเพื่อนจนง่วงนอนจึงกางมุ้งแล้วดับตะเกียงเข้านอนคืนนี้หลับอย่างรวดเร็ว
.........รุ่งขึ้นเป็นวันเปิดเทอมลุกขึ้นอาบน้ำแปรงฟันเปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนเดินไปโรงอาหารพร้อมกับเพื่อนอย่างสดชื่นพอเข้าโรงอาหารก็ตรงไปตักข้าวต้มใส่จานสังกะสีเดินไปที่วงอาหารวงเดิมซึ่งเคยนั่งกินเมื่อเทอมต้นอย่างว่าแหละครับกับข้าวก็เป็นถั่วลิสงทอดทั้งเปลือกคลุกเกลือกับปลาทอดกระป๋องตัวโตขนาดนิ้วชี้ที่เหม็นคาวมากๆผมเลยฉลองศรัทธาข้าวต้มด้วยถั่วลิสงถอดเพียงอย่างเดียวเสร็จากอาหารมื้อเช้าก็เดินไปตึกอำนวยการเข้าห้องเรียนระหวส่างรอเวลาเข้าเรียนก็คุยกับเพื่อนร่วมห้องไปพลางๆจนแปดโมงเช้าอาจารย์จึงเข้าห้องเรียนสอนเรียนในห้องจนเที่ยงจึงเลิกเดินปโรงอาหารกินข้าวกลางวันแล้วรีบเดินกลับหอเปลี่ยนเป็นชุดลงงานแล้วนอนพักเพื่อรอเวลาลงงานบ่ายโมงโดย ชาญกสิกิจ [7 ม.ค. 2549 , 16:51:59 น.] ( IP = 58.11.41.53 : : ) [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ][ 11 ][ 12 ][ 13 ][ 14 ][ 15 ][ 16 ][ 17 ][ 18 ][ 19 ][ 20 ][ 21 ] [ 22 ] [ 23 ][ 24 ][ 25 ][ 26 ][ 27 ][ 28 ][ 29 ][ 30 ][ 31 ][ 32 ][ 33 ][ 34 ][ 35 ][ 36 ][ 37 ][ 38 ][ 39 ][ 40 ][ 41 ][ 42 ][ 43 ][ 44 ][ 45 ][ 46 ][ 47 ][ 48 ][ 49 ][ 50 ][ 51 ][ 52 ][ 53 ][ 54 ][ 55 ][ 56 ][ 57 ][ 58 ][ 59 ][ 60 ][ 61 ][ 62 ][ 63 ][ 64 ][ 65 ][ 66 ][ 67 ][ 68 ][ 69 ][ 70 ][ 71 ][ 72 ][ 73 ][ 74 ][ 75 ][ 76 ][ 77 ][ 78 ][ 79 ][ 80 ][ 81 ][ 82 ][ 83 ][ 84 ][ 85 ][ 86 ][ 87 ][ 88 ][ 89 ][ 90 ][ 91 ][ 92 ][ 93 ][ 94 ][ 95 ][ 96 ][ 97 ][ 98 ][ 99 ][ 100 ][ 101 ][ 102 ][ 103 ][ 104 ][ 105 ][ 106 ][ 107 ][ 108 ][ 109 ][ 110 ][ 111 ][ 112 ][ 113 ][ 114 ][ 115 ][ 116 ][ 117 ][ 118 ][ 119 ][ 120 ][ 121 ][ 122 ][ 123 ][ 124 ][ 125 ][ 126 ][ 127 ][ 128 ][ 129 ][ 130 ][ 131 ][ 132 ][ 133 ][ 134 ][ 135 ][ 136 ][ 137 ][ 138 ][ 139 ][ 140 ][ 141 ][ 142 ][ 143 ][ 144 ][ 145 ][ 146 ][ 147 ][ 148 ][ 149 ][ 150 ][ 151 ][ 152 ][ 153 ][ 154 ][ 155 ][ 156 ][ 157 ][ 158 ][ 159 ][ 160 ][ 161 ][ 162 ][ 163 ][ 164 ][ 165 ][ 166 ][ 167 ][ 168 ][ 169 ][ 170 ][ 171 ][ 172 ][ 173 ][ 174 ][ 175 ][ 176 ][ 177 ][ 178 ][ 179 ][ 180 ][ 181 ][ 182 ][ 183 ][ 184 ][ 185 ][ 186 ][ 187 ][ 188 ][ 189 ][ 190 ][ 191 ][ 192 ][ 193 ][ 194 ][ 195 ][ 196 ][ 197 ][ 198 ][ 199 ][ 200 ][ 201 ][ 202 ][ 203 ][ 204 ][ 205 ][ 206 ][ 207 ][ 208 ][ 209 ][ 210 ][ 211 ][ 212 ][ 213 ][ 214 ][ 215 ][ 216 ][ 217 ][ 218 ][ 219 ][ 220 ][ 221 ][ 222 ][ 223 ][ 224 ][ 225 ][ 226 ]
พูดคุยฉันท์พี่น้อง คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด