มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
อบ%iveC1
วิปัสสนา
กิจกรรม About Us Chat GuestBook
สมุดเยี่ยม

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระองคุลิมาลเห็นผี









พระองคุลิมาลเห็นผี
โดย หลวงพ่อเสือ


ครั้งหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร นครสาวัตถี มีโจรใจฉกาจผู้หนึ่งมีนามว่า องคุลีมาลโจร เขาผู้นี้เคยเป็นคนหยาบช้า มีมือที่เปื้อนโลหิต ปักใจมั่นในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนี้กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้าน กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคม กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบท เที่ยวเข่นฆ่ามนุษย์ทั้งหลาย แล้วเอานิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอ

เช้าวันหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เมื่อถึงกาลปัจฉาภัตร พระองค์ก็เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปตามทางที่องคุลิมาลโจรร้ายซ่อนกายอยู่ ก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า

“ข้าแต่พระสมณโคดม ขอท่านจงอย่าเดินไปทางนั้นเลย เพราะทางที่ท่านเดินมุ่งหน้าไปนั้น มีโจรใจฉกาจชื่อองคุลิมาลซุ่มและซ่อนอยู่ ก็องคุลิมาลโจรนั้นเป็นคนใจหยาบบาปช้าร้ายกาจยิ่งนัก ปล้นฆ่ามนุษย์มานับไม่ถ้วน เขาเข่นฆ่ามนุษย์ทั้งหลายเอานิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอ บุรุษทั้งหลายจึงรวมกันที่เป็นหมู่ หมู่ละ ๑๐ บ้าง ๒๐ บ้าง ๓๐ บ้าง ๔๐ บ้าง พากันไปตามทางนั้นแล้ว ย่อมถึงความพินาศฉิบหายหมดด้วยฝีมือขององคุลิมาล ฉะนั้น ขอพระคุณเจ้าจงอย่าเสด็จไปทางนั้นเลย” คนเลี้ยงโคพร้อมชาวนาพากันกราบทูลด้วยความหวังดี

พระองค์ทรงยิ้มแย้มพระโอษฐ์ให้คนเหล่านั้นและมีพระดำรัสตอบว่า “ไม่เป็นไร”

ในขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามทางที่องคุลิมาลโจรซุ่มอยู่ พระองค์ทรงนิ่งเฉย แม้ว่าผู้มีน้ำใจหวังดีจะห้ามไว้หลายครั้งในระยะทางที่พระองค์เสด็จก็ตาม

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:52:12 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เมื่อองคุลิมาลโจรได้เห็นพระองค์เสด็จมาแต่ไกลก็บังเกิดความแปลกประหลาดใจจึงอุทานออกมาว่า

“น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีมาก่อนเลยที่มวลมนุษย์จำนวน ๑๐ คน ก็ดี ๒๐ คนก็ดี ๓๐ คนก็ดี ๔๐ คนก็ดีที่เดินทางนี้ ต้องรวมพวกเดินมาเสมอ ถึงขนาดนั้นเราก็ฆ่าถึงความพินาศแห่งชีวิตด้วยฝีมือเรา แต่แปลก ก็สมณะผู้นี้ไม่มีเพื่อนเลย มาลำพังด้วย หรือชะรอยว่าจะถึงที่ตายกระทัง อย่ามัวกระไรเลย เราควรจะจัดการกับสมณะให้ถึงที่ตายโดยการปลงชีวิตด้วยฝีมือแห่งเราเถิด”

เมื่อดำริจิตคิดเข็ญฆ่าให้อาสัญซึ่งสมเด็จพระสัพพัญญุตญาณเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ชักดาบขึ้นมาจากฝักถือไว้มั่น กระสันมือ ก็ถือโล่พร้อมอาวุธคอยท่าอยู่ เมื่อสมเด็จพระบรมครูเสด็จผ่านตรงที่ซุ่มซ่อนไปแล้ว ก็วิ่งออกติดตามไล่พระองค์ไป สมเด็๗พระสัพพัญญุตญาณเจ้าก็บันดาลอิทธิภิสังขารโดยประการที่องคุลิมาลจะวิ่งจนสุดกำลัง อย่างไรก็แล้วแต่ก็ไม่อาจทันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เดินเป็นปกติวิสัยได้ ในขณะที่วิ่งไม่ทันนั้นองคุลิมาลก็รู้สึกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า

“น่าอัศจรรย์จริงหนอ ด้วยกาลก่อนนี้ แม้ช้างที่กำลังวิ่ง แม้ม้าที่กำลังวิ่ง แม้รถที่กำลังแล่น แม้เนื้อที่กำลังวิ่ง เรายังวิ่งจับได้เลย ไม่เคยแพ้ช้างม้าวัวควาย แม้กระทั่งงูจงอาง แต่บัดนี้เราวิ่งเกินกำลังที่เคยวิ่ง ยังไม่อาจทันสมณะนี้ ซึ่งเดินไปตามปกติ ก็เกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาว่าเพราะเหตุใดหนอ” องคุลิมลโจรผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัยสวมคอนึกแปลกใจเป็นกำลัง ในที่สุดเมื่อไม่สามารถวิ่งไล่ทันแล้ว ก็เลยหยุดด้วยความเหนื่อยหอบ และตะโกนขึ้นว่า

“จงหยุดก่อนสมณะ ข้าแต่ท่านสมณะ ขอท่านจงหยุดก่อน”

(ข้อสังเกต : แม้ว่าจะใจบาปหยาบช้า จะเป็นโจรอย่างไร ก็เคารพพระสงฆ์ เคารพผ้ากาสาวพัสตร์ จะเป็นโจรอย่างไรก็แล้วแต่ ก็เป็นโจรที่มีสมบัติผู้ดี)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:52:37 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 2


พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า “เราหยุดแล้วองคุลิมาล ส่วนเธอยังไม่หยุด ขอเธอจงหยุดเถิด”

องคุลิมาลโจรได้สดับรับฟังเป็นปริศนาเช่นนั้นก็นึกแปลกใจเป็นครั้งที่ ๓ ว่า

“อัศจรรย์จริงหนอ ตามธรรมดาสมณศากยบุตรทั้งหลายมักเป็นผู้พูดจริง มีปฏิภาณจริง ไฉนสมณะรูปนี้ เดินหนีเราไปอยู่แท้ๆ กลับพูดว่าหยุดแล้ว เป็นการมุสาต่อหน้า ซึ่งสมณะต่างๆ ไม่มีวิสัยนี้”

(ข้อสังเกต : เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า พระภิกษุสงฆ์สมณเจ้าในสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีการโกหก พูดคำสัตย์ทั้งสิ้น ยอมเสียชีวิตดีกว่าผิดศีล ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงอุบัติขึ้นท่ามกลางผู้ที่โปรดได้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติท่ามกลางพระคอมพิวเตอร์ เพราะอะไร โปรดไม่ได้ เช่น ถามท่านว่า ไปไหนมา พระสมัยนี้ตอบว่า เปล่าไปเรียนคอมพิวเตอร์ มีการโกหกตลอดแล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร ฉะนั้นเมื่ออ่านแล้ว ก็ศึกษาแล้วจะรู้ว่า ทำไมสมัยนี้จึงเรียกว่า วิบัติ ทำไมคนสมัยนี้เป็นแบบนี้ทำไมคนสมัยก่อนพระพุทธเจ้าโปรดได้แม้กระทั่งโจรใจบาป เพราะว่าคนสมัยก่อนมีสัจวาจา พระภิกษุมีสัจวาจา สัจจะเป็นเรื่องสำคัญและมีบารมีด้วย คนเราจึงต้องถือคำสัตย์)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:52:59 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 3


องคุลิมาลโจรนึกเคืองขึ้นมา จึงตะโกนถามกลับไปอีกว่า

“ท่านไม่ได้หยุด แต่ท่านโกหกว่าหยุด สมควรเป็นสมณะแล้วหรือ ดูก่อนสมณะ ท่านกำลังเดินหนีเราแท้ๆ กลับว่าหยุดแล้ว แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้หยุดอยู่นี่ ท่านกลับกล่าวว่าข้าพเจ้ายังไม่หยุด”

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระราชดำเนินไปเรื่อยๆ ทำให้องคุลิมาลตะโกนถามขึ้นอีกว่า “ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าจักขอถามเนื้อความนี้จากท่านคือ ที่ท่านว่าหยุดแล้วเป็นอย่างไร ที่ว่าข้าพเจ้าไม่หยุดนั้นเป็นอย่างไร”

(เดิมองคุลิมาลมีจิตที่คิดกระสันจะฆ่า แล้วเปลี่ยนเป็นจิตวิจิกิจฉา ลดระดับลงมาแล้วจากโทสะกับโมหะ เป็นวิจิกิจฉา)

ในขณะนั้นพระพุทธเจ้าผู้มีพุทธลักษณะอันประเสริฐยิ่งแท้กว่าสัตวโลกใดๆ ในโลกนี้ หาสวรรค์วิมานใดๆ ทิพยสถานใดๆ รวมแล้วเทียบเท่าฉัพพรรณรังสีของพระองค์ไม่ได้เลย พระองค์ก็หยุดการเสด็จพระราชดำเนินแล้วเอียงขวา และตรัสตอบว่า

“บัดนี้เราหยุดการเดินด้วย” แล้วทรงหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับองคุลิมาล

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:53:19 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 4


องคุลิมาลตะลึงในพุทธลักษณะของมหาบุรุษเจ้า และรู้สึกแปลกใจเป็นครั้งที่ ๔ ว่า “อัศจรรย์จริงไหน”

บรรดาโลกนี้ทั้งหลายที่องคุลิมาลผ่านมา ๗ แว่นแคว้น ได้เข่นฆ่าคนมานี้ ไม่เคยเห็นบุคลิกลักษณะของผู้ใดจะงามและผุดพรรณได้ขนาดนี้ จากจิตที่วิจิกิจฉาก็เกิดเป็นปีติโสมนัสตะลึงในพระพักตร์และมีคำที่เป็นกรรมนิยามว่า

“ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นมีบุญ” พระพุทธเจ้ามีพระรูปงาม นามงาม บริสุทธิ์ทั้งรูปทั้งนามแล้ว นายช่างไม่เข้าไปสร้างเรือนแล้ว ตัณหาถูกทำลายแล้ว โมหะอวิชชาถ่ายถอนหมดแล้ว

องคุลิมาลไม่รู้สึกตัวว่า ได้ยกมือขึ้นถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร เมื่อวิบากดีส่งผลมาแล้ว พระพุทธเจ้ารู้วาระจิตแล้วว่าจะโปรดได้ ขณะที่องคุลิมาลได้ถวายบังคม พระองค์นั้นแสดงถึงการอ่อนน้อมถ่อมตนด้วย เป็นกุศลจิตเกิดขึ้นต่อเนื่อง สมเด็จพระสัพพัญญุตาญาณเจ้าก็ตรัสด้วยพระคาถาว่า

“ดูก่อนองคุลิมาล เราตถาคตผู้วางอาวุธในสรรพสัตว์ได้แล้วจึงชื่อว่า หยุดแล้วในกาลทุกเมื่อ ส่วนเธอซิ ยังไม่วางอาวุธใดๆ เลยในสรรพสิ่งทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเธอจึงชื่อว่ายังไม่หยุด”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:53:41 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 5


องคุลิมาลโจรได้สดับพระคาถานี้แล้ว ก็เกิดสติสำนึกบาปละอายต่อบาป จึงกราบทูลว่า (เพราะเหตุอดีตที่ทำมาพร้อมแล้ว รอเพียงผู้ที่มาชี้แนะนิดเดียว)

“ข้าแต่สมณะผู้เจริญ พระองค์คงเป็นพระสมณโคดมบรมบาถเจ้าแน่นอนที่เล่าลือกล่าวขานว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ผู้ซึ่งเป็นบิดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ซึ่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชา พระองค์เสด็จมาถึงป่าใหญ่นี้โดยมีพระประสงค์ที่จะสงเคราะห์ชีวิตข้าพเจ้าโดยแท้ ต่อไปนี้ข้าพระองค์จะประพฤติละบาปแล้ว เพราะน้ำพระราชหฤทัยอันประกอบไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ”

และเพราะสดับพระคาถาอันประกอบไปด้วยธรรมขององค์พระผู้มีคุณอันประเสริฐยิ่งองคุลิมาลโจรก็ทิ้งดาบทิ้งอาวุธดึงธนูออกหมด ปลดหน้าขา แล้วก็เข้าไปกราบบังคม กราบพระบาททั้งสองข้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นมา พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนทางที่ไม่ควรดำเนิน เมื่อจบพระคาถานี้แล้ว พระองคุลิมาลทูลกราบของบรรพชาอุปสมบทกับสมเด็จพระสุคตเจ้าต่อหน้าพระพักตร์

สมเด็จพระสุคตเจ้าประกอบไปด้วยพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ไพศาล ทรงไว้ซึ่งพระคุณอันประเสริฐเป็นศาสดาแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงประทานการบรรพชาอุปสมบทให้แก่องคุลิมาลโจรผู้กลับใจ ได้ทรงมีกระแสพระพุทธฏีกาว่า

“เอหิภิกขุ ขอเธอจงมาเป็นภิกษุเถิด” เมื่อสิ้นกระแสพระพุทธฏีกา ภิกษุภาวะก็อุบัติขึ้นทันที หลังจากได้รับพระราชทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาบวชในบวรพระพุทธศาสนาของพระศาสดาแล้ว องคุลิมาลภิกษุนั้นก็ปรากฏนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระคัคคะมัณตานีบุตร (เป็นพระยาที่พระพุทธเจ้าตั้งให้ตามโคตร) ทั้งนี้ก็โดยเหตุที่ว่า พราหมณ์ใหญ่ผู้เป็นบิดาของท่านมีนามว่า ท่านคัคคพราหมณ์ และพราหมณีผู้มารดามีนามว่า นางมัณตานีพราหมณี

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:53:58 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 6


พระองคุลิมาลหรือพระคัคคะมัณตานีบุตรนี้ ปรากฏตั้งแต่วันบวชเป็นต้นมา ท่านสมาทานธุดงควัตรโดยถือมั่นในการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร มีปัญญาเห็นภัยในวัฏสงสาร ทูลขอกรรมฐานแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเข้าไปในป่าใหญ่ ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเต็มความสามารถ แล้วชั่วระยะหนึ่งในขณะที่ท่านกำลังตั้งสติกำหนดบทพระกรรมฐานอยู่อย่างขมักเขม้นนั้น พลันนิมิตอันดุร้ายซึ่งเกิดจากวิปัสสนากรรมฐานก็ปรากฏแก่ท่านนั้นก็คือ

ปรากฏภาพฝูงผีร้าย ๑๐๐ ฝูง มีลักษณาการต่างๆ กัน บ้างก็เป็นผีศีรษะขาด บางพวกก็แขนขาด ขาขาด พิการพิกลมา และบางพวกก็มีบาดแผลล้วนแต่ฉกาจฉกรรจ์ทั้งสิ้น มีแผลเหวอะหวะไปทั้งตัว ผีเหล่านั้นต่างพากันมารุมล้อมกาย แล้วแสดงอาการเจ็บปวดร้องโอดครวญคราง และผีเหล่านั้นที่เป็นนิมิตคือ สิ่งที่พระองคุลิมาลฆ่าไว้ทั้งนั้นและดึงพระองคุลิมาลบ้างก็เขย่าเท้า บ้างก็ร้องขอชีวิตว่า ท่านองคุลิมาลจงไว้ชีวิตข้าพเจ้าเถิด โดยพูดเป็นภาษาบาลีว่า “ชีวิตํเมเทหิสามิ ข้าแต่นายขอท่านจงกรุณาไว้ชีวิตข้าพเจ้าเถิด ขอท่านกรุณาอย่าฆ่าชีวิตข้าพเจ้าเลย”

(ฉะนั้น ใครฝันร้ายเห็นพญายมหรือญาติที่ตายมาเรียกให้ตามไป เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาให้ตั้งใจแผ่เมตตา แล้วตั้งเจตนาท่อง ๑๐ ครั้งว่า “ชีวิตํเมเทหิสามิ” เพราะถ้าฝันว่าอย่างนั้น อย่าไปนะ ถ้าเขามาชวนอย่าไป)

องคุลิมาลเคยเป็นโจรใจฉกาจได้เห็นนิมิตฝูงผีปีศาจ ล้วนแล้วแต่เป็นผีที่ท่านเคยฆ่ามาแล้วทั้งสิ้นมาปรากฏให้เห็นในขณะที่บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ก็บังเกิดความสังเวชใจ ลืมตาผุดลุกขึ้นทันที แล้วเดินเข้าไปในป่าใหญ่ด้วยจิตอันฟุ้งซ่าน เมื่อกำหนดเดินไปก็ค่อยสงบอกสงบใจลงได้ ก็เริ่มต้นเดินจงกรมตั้งสติกำหนดในพระกรรมฐานต่อไป ต่อมาสักระยะหนึ่งก็มีนิมิตมาอีกแล้ว

“ทุกขโตมหิๆๆๆ ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนเข็ญใจ ไม่มีสมบัติเลย การที่ท่านจะฆ่าข้าพเจ้านั้นหาประโยชน์ไม่ได้”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:54:18 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 7


มีผีตัวหนึ่งลักษณะผอมโซ ตาลึกโหล เกศาผียาวรุงรัง ผ้านุ่งห่มขาดเก่าเศร้าหมอง ปรากฏเป็นนิมิตโผล่ขึ้นตรงหน้า ทำให้ท่านสะดุ้ง แล้วผีอื่นก็มีลักษณะอาการเดียวกันมารุมล้อมขอความกรุณาเสียงดังสนั่น เป็นภาวะที่สุดแสนจะทนนั่งตั้งสติอยู่ได้ (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำกรรมฐาน) เมื่อท่านตั้งสติอยู่ไม่ได้ พระองคุลิมาลจึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าป่าไปด้วยดวงใจอันฟุ้งซ่านอีก เมื่อจิตใจค่อยสงบดีแล้ว พระองคุลิมาลก็ใจเด็ดเดี่ยวมากไม่ละความพยายาม ก็นั่งลงอีกในที่สงบแห่งหนึ่ง ก็ตั้งสติกำหนดพระกรรมฐานต่อไป พวกผีเป็นฝูงๆ ก็มาอีกแล้ว

“บุพโตเมๆๆ ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าไมใช่คนตัวเปล่ามีบุตรน้อยๆ อีก คนพวกนี้ที่ท่านไปฆ่าเขาไว้ทั้งสิ้น หน้าตาดุร้ายน่ากลัวและน่าสงสารมาก ท่านก็ตัดใจไม่คำนึงถึง อุตสาหะตั้งสติอีกกำหนดพระกรรมฐานไม่ให้เลยไปอยู่ที่จิต ไม่ช้าท่านก็สามารถพาตนเองข้ามพ้นนิมิตชั่วร้ายรบกวนนั้นได้ สติครองความเป็นใหญ่นั่นหมายความว่า วิปัสสนาญาณของท่านผ่านปัจจัยปริคหญาณไปแล้ว แต่ในช่วงนามรูปปริจเฉทญาณจะมีมารมาผจญ อดีตกรรมต่างๆ ที่เราทำเราเห็นตัวเราเอง อดีตก็มีแต่รูปนาม อนาคตก็มีรูปนาม เราเห็นอย่างนี้แล้ว ก็เห็นอดีตกรรมของตนเองว่าเคยทำอะไรมา จะปรากฏในนามรูปปริจเฉทญาณอย่างแรง เมื่อตั้งสติได้ก็ผ่านปัจจยปริคคหญาณเป็นการผ่านตทังควิมุตติขั้นที่ ๑ ก้าวไปสู่ขั้นที่ ๒ แล้ว เมื่อกาลต่อมาปรากฏว่าท่านองคุลิมาลก็มีความเพียรหนักยิ่งขึ้น อุตสาหะเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างมิหยุดยั้ง สามารถเจริญวิปัสสนาญาณให้เจริญขึ้นเป็นลำดับ ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์วิเศษองค์หนึ่งในบวรพระพุทธศาสนา โดยมีคำรับรองให้มัชฌิมนิกายแห่งคัมภีร์พระไตรปิฏกว่า

“ครั้งนั้นพระองคุลิมาลหลีกออกจากหมู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีตนส่งไปแล้วไม่นานนัก ก็สามารถทำให้แจ้งได้ในที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงแล้ว รู้ชัดแล้ว ตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว จนสิ้นชาติแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำก็ได้ทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว” ท่านองคุลิมาลก็ได้สำเร็จพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย

สรุปได้ว่า โยคีบุคคลได้บรรลุถึงปัจจัยปริคหญาณอันเป็นตทังควิมุตติขั้นที่ ๒ นิมิตอันเป็นพหิทธารมณ์ (อารมณ์ภายนอก) เกิดขึ้นได้ อาการของนิมิตที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เหมือนกัน แต่ละท่านก็ย่อมแตกต่างกันไปตามจริตอัธยาศัย บางท่านก็เห็นนิมิตอันดุร้ายน่ากลัว ก็เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ก็ตั้งพระกรรมฐานเป็นไปได้ยากเหมือนพระองคุลิมาล แต่บางท่านก็เห็นนิมิตที่ดีเช่น เห็นพระพุทธปฏิมากรอันวิจิตรตระการ มีพระฉัพพรรณรังสี หรือบางท่านก็เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าพระอรหันต์มากมายมาหา ก็บังเกิดความพอใจและหลงใหลเพลิดเพลินอยากดูอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อยังไม่เกิดก็คอยจ้องว่าเมื่อไหร่จะเกิดอีก เกิดอยู่ร่ำไปเช่นนี้ ย่อมทำให้การตั้งสติในพระกรรมฐานเป็นไปได้ยากอีก บางทีกลับร้ายยิ่งกว่านั้น เมื่อเห็นนิมิตอันดีงามก็คิดว่าตนสำเร็จธรรมวิเศษแล้ว ทั้งหมดนิมิตต่างๆ จะเป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปสู่ข้างหน้าและจะมาปรากฏอีกครั้ง และนิมิตจะลุล่วงได้ตอนปัจจัยปริคหญาณ นิมิตที่ดีจะลุล่วงได้ตอนอุทยัพยญาณขั้นพลววิปัสสนา ฉะนั้นอย่าชอบของดี อย่ากลัวของร้าย ทุกอย่างผ่านได้ร้ายก็ผ่านได้ ดีก็ผ่านได้ ด้วยสติมา สัมปชาโน อาตาปี

(ข้อคิด : พระองคุลิมาลเห็นผี ๓ ครั้ง ก็พยายามตั้งสติให้เกิดพระกรรมฐานอีก ไม่มีเลยที่พระองคุลิมาลจะแผ่เมตตา เพราะงานที่สูงกว่านั้นมี อะไรที่ไม่เป็นกิจที่ทำให้วิปัสสนาเจริญไม่ใช่ทาง เป็นกุศลในวัฏฏะทั้งสิ้น แผ่เมตตาก็กุศลในวัฏฏะ แต่เพียงตั้งสติดูจิตที่เกิดขึ้น ดูกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นกุศลวิวัฏฏะ นอกนั้นไม่สำคัญ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่ควรทำอะไรที่ไม่ควรทำ นอกไปจากทำกิจคือกิจที่ควรรู้คือทุกข์เท่านั้นเอง และทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน ที่รูปที่นามได้ทั้ง ๒ อย่าง)




ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 มี.ค. 2556 , 12:54:38 น.] ( IP = 125.25.195.249 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [28 มี.ค. 2556 , 09:57:12 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org