Hot Link Banner เพื่อนบ้าน ห้องสมุด ความรู้ Update Your PC กลับหน้าหลัก

ดูข้อความครับ

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code

สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


ยุงลาย




1. ข้อมูลเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก
1.1 บทนำและประวัติโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออกหรือในภาษอังกฤษที่ใช้คำว่า Hemorrhagic Fevers นั้น เป็นคำกว้าง ๆ ซึ่งนำมาใช้เรียกกลุ่มอาการอันประกอบด้วยอาการไข้ที่มีความรุนแรงต่าง ๆ กัน มี เลือดออกบริเวณใต้ผิวหนัง และออกตามอวัยวะต่าง ๆ และอาจมีการช็อคร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งไข้เลือดออกนี้เดิมทีเดียวมีผู้นำมาใช้เรียกชื่อโรคที่เกิดแก่ทหารสหประชาชาติที่ไปร่วมรบในสงครามเกาหลีก่อน ครั้นในเวลาต่อมาก็มีรายงานถึงกลุ่มอาการที่คล้าย ๆ กันนี้จากภูมิภาคอื่น ๆ ของโรคจึงเกิดมีการเรียกชื่อ โดยเอาสภาพภูมิศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
1. เกิดจากไวรัสที่มียุงเป็นสื่อนำโรค เรียกว่า Mosquito - Borne hemorrhagic fever
1.1 ไวรัสเด็งกี่และซิกุนกุนย่า ซึ่งเป็นอาร์โบไวรัส กรุ๊พบี และกรุ๊พเอ โรคที่เกิดขึ้นจากไวรัสทั้งสองนี้พบได้ในลักษณะของการระบาดในประเทศไท ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย พม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และประเทศในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก
1.2 ไข้เหลือง (Yellow Fever) ในปัจจุบันนี้พบเป็นโรคประจำถิ่นในทวีปอเมริกาใต้บางประเทศไม่พบในเอเซียอาคเนย์
1.3 เกิดจาดเชื่อไวรัสโดยมี เห็บ (Tick) เป็นสื่อนำโรคเรียกชื่อรวม ๆ ว่า Tick - Borne hemorragic fevers
1.4 เกิดจากไวรัสที่มีตัวไรเป็นสื่อนำโรคหรือมิฉะนั้นการติดโรคก็มักจะมีความสัมพันธ์กับพวกสัตว์แทะ เรียกชื่อรวม ๆ ว่า Mite - Borne หรือ Rodent associated hemorrhagic
จากการจำแนกข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าคำว่าโรคไข้เลือดออกเป็นคำที่กว้างขวาง เนื่องจากประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์และแปซิฟิกตะวันตกพบได้ เฉพาะไข้เลือดออกที่เกิดจากไวรัสเด็งกี่และชิกุนกุนยาเท่านั้น
ในปัจจุบันแพทย์โดยทั่ว ๆ ไปในประเทศไทย ประเทศพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกตะวันตก ต่างก็คุ้นเคยกับไข้เลือดออกเกือบทั้งสิ้น โรคนี้เริ่มพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก และพบมากบ้าง น้อยบ้างติดต่อกันมาทุกปี แม้ว่าจะไม่มีบรรทัดฐานในการวิเคราะห์โรคอย่างแน่นอน แต่ก็มีรายงานภายใต้ของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล (กก. ไข้เลือดออก 2509) ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 จนถึงเดือนกันยายน 2500 มีผู้ป่วยถึงประมาณ 1,500 และมีอัตราตายโดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 17 เนื่องจากในระยะแรกที่เริ่มพบผู้ป่วยทีมีอาการไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่และมีจุดเลือดออก (purpura) ขึ้นตามตัว และบางรายทีอาการช็อคร่วมด้วยนั้น กุมารแพทย์ซึ่งดูแลรักษาผู้ป่วยยังไม่ทราบว่าโรคนี้มีต้นเหตุจากเชื้อจุลชีพชนิดใดและในระยะนั้นอุปกรณ์การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ยังไม่อำนวย จึงเรียกชื่อชั่วคราวว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดรุนแรงและช็อคบ้าง หรือ Influenza with circulatory failure บ้าง
เมื่อย่างเข้าฤดูฝนของปี พ.ศ.2494 ในพระนคร - ธนบุรี เริ่มมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้อีก เฉพาะที่โรงพยาบาลศิริราชแห่งเดียวได้รับผู้ป่วยไว้รักษาในปีนั้นกว่า 200 ราย กุมารแพทย์ได้เริ่มเอาใจใส่และศึกษาโรคนี้อย่างจริงจังตามลำดับ แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจต้นเหตุของโรคและความเปลี่ยนแปลงทั้งทางสรีรวิทยาและพยาธิวิทยาตลอดจนสาเหตุของโรคอื่นที่แน่นอน แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง และเพื่อให้การวินิจฉัยโรคได้ชื่อเดียวกันศาสตราจารย์คุณหญิงเฉดฉลอง เนตรศิริ ศาสตราจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ (ชื่อมหาวิทยาลัยในขณะนั้น) จึงได้เรียกชื่อว่าเป็นโรคไข้เลือดออก หรือ Thai Hemorrhagic Fever เรียกย่อ ๆ ว่า THF
1.2 อาการวิทยา
โรคติดเชื้อไวรัสเด็งกี่อาจแบ่ง โดยลักษณะอาการและการดำเนินโรคเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้คือ
1. ไข้เด็งกี่แท้และไข้คล้ายเด็งกี่ (Classical DenGue Fever Dengue - like Fever)
โรคทั้งสองนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยและมรอัตราตายต่ำ อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏมักจะขึ้นอยู่เกณฑ์อายุของผู้ป่วยด้วยในทารกและเด็กเล็ก อาจจะมีไข้ในทำนองเดียวกับไข้อื่น ๆ ทั่วไป ไข้จะมีระดับสูงปานกลางและอาจมีผื่นชนิดมาคูโลปาปูลาร์ร่วมด้วยก็ได้
ในเด็กโตและผู้ใหญ่อาการจะรุนแรงกว่าในทารกและเด็กเล็ก มีไข้ปานกลางหรือไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ มีต่อมน้ำเหลืองโตทั่ว ๆไป และมีผื่นขึ้นตามบริเวณผิวหนัง
2. ไข้เลือดออก ( Acute Hemorrhagic)
เป็นโรคที่รุนแรงกว่าโรคทื่ 1 ชนิดที่รุนแรงที่สุดคือ มีอาการช็อคร่วมด้วยที่เรียกว่า Dengue Syndrome (DSS) ดังนั้นผู้ป่วยไข้เลือดออกจึงแบ่งต่อไปอีกเป็น 2 พวกคือ พวกที่มีอาการช็อค และพวกที่ไม่มีอาการช็อค (Shock and non - shock cases) โรคไข้เลือดออกอาจเกิดจากไวรัสชิกุนกุนยาก็ได้แต่อาการจะอ่อนกว่า
อายุ เพศ และเชื้อชาติ
ไข้เลือดออกเป็นได้แก่เด็กทุกอายุและทุกเพศ ผู้ใหญ่ก็อาจเป็นโรคนี้ได้แต่พบน้อย อุบัติการป่วยจะพบมากในเด็ก มักเกิดแก่ชาวพื้นเมือง พบได้ทั่วไป เกือบทุกประเทศในเอเชียอาคเนย์และภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ไม่เกิดแก่คนผิวขาว อายุต่ำที่สุดที่พบคือ 2 เดือน ในกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบมักจะพบว่าป่วยมาก อยู่ระหว่างอายุ 7 ถึง 9 เดือน ครั้นอายุ 1 - 2 ปี พบน้อยลง หลังอายุ 2 ปี จะพบมากขึ้น ในการระบาดครั้งแรก ๆ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอยู่ระหว่าง 3 - 7 ปี ในการระบาดเมื่อ ปี พ.ศ.2505 - 2506 นั้น พบว่าเด็กอายุ 3 ปี ป่วยเป็นโรคมากที่สุด ทั้งชายและหญิงป่วยในอัตราที่ทัดเทียมกัน ในระยะหลัง ๆ นี้จะพบในกลุ่มอายุที่ค่อนข้างจะสูงขึ้น คืออายุระหว่าง 5-9 ปี การที่พบว่าอุบัติการป่วยสูงอยู่ 2 ช่วงอายุ คือ อายุต่ำกว่า 1 ขวบ และอายุหลัง 2 ปี เรียกกันว่า Bimodal age incidence
อาการของโรคสามารถจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้คือ
1. ระยะไข้
2. ระยะวิกฤติหรือเรียกว่าระยะท๊อกซิค ช็อค และเลือดออก
3. ระยะฟื้นโรค หรือพักฟื้น
ระยะไข้
ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูงขึ้นทันที โดยไม่มีอาการนำใด ๆ มาก่อนเลย มีหน้าแดง ผิวหนังแดงเนื่องมาจากมีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงส่วนปลายทาง คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ในระยะแรกเริ่มจะไม่สามารถวินิจฉัยแยกโรคจากไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้ นอกจากนั้น อาจมีอาการปากแห้งและซึม กระหายน้ำ เป็นต้น แต่อาการทางระบบหายใจ เช่น หวัด ไอ มักไม่เด่นชัดดังเช่นในกรณีที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ อาการที่พบร่วมเสมอคือ เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตามตัว หรือตามข้อ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการเจ็บคอและตรวจพบว่าคอของผู้ป่วยแดงด้วย มักมีอาการแน่น อึดอัดในท้อง โดยเฉพาะบริเวณลิ้นปี่ และกดเจ็บที่บริเวณชายโครงข้างขวา บางรายอาจจะมีอาการปวดท้องโดยทั่ว ๆ ไปร่วมด้วย (ร้อยละ 10-30)
สำหรับอุณหภูมิกายนั้น ตามปกติจะมีไข้ทุกราย เนื่องจากผู้ป่วยมิได้มาโรงพยาบาลในวันแรกของโรคแต่มักจะรับการรักษา เมื่อมีอาการหนัก พบว่าอุณหภูมิของผู้ป่วยส่วนใหญ่อยุ่ระหว่าง 39-40 องศาเซลเซียส
การดำเนินโรค
ระยะเวลาดำเนินโรคนั้น จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ไข้จะลดลงในวันที่ 6 มีผู้ป่วยจำนวนเล็กน้อยที่มีไข้อยู่นานเกินกว่า 1 สัปดาห์ จากการวิเคราะห์รายงานผู้ป่วนโรงพยาบาลเด็ก 400 ราย ที่รายงานไว้ เมื่อปี พ.ศ.2505 นั้น มีอยู่รายเดียวที่มีไข้อยู่นานถึง 13 วัน การศึกษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลอื่น ๆ ก็ปรากฏในทำนองเดียวกัน เช่น ผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช ก็ปรากฏว่าไข้จะลดลงระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 7 ถึงร้อยละ 66.24 การศึกษาจากโรงพยาบาลระยอง 90 ราย ก็พบทำนองเดียวกันคือกว่าสามในสี่ไข้จะลดลงระหว่างวันที่ 4 และ 5 ของโรค เมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นโรคอุณหภูมิกายจะค่อย ๆ ลดลงสู่ระดับปกติช้า ๆ แบบลัยสิส เมื่อไข้ลดลงแล้ว บางรายอาจจะตัวเย็นกว่าปกติเล็กน้อย
ผื่นชนิดต่าง ๆ
1. ผื่นมาคูโลปาปูลาร์ และจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
ผู้ป่วยส่วนมากจะมีผื่นที่ผิวหนัง ผื่นที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละรายทั้งจำนวนและขนาดของผื่น บางรายจะพบว่ามีจุดเล็ก ๆ แดง ๆ เพียง 4-5 จุด บางรายอาจมีผื่นทั้งตัว การกระจายของผื่นส่วนใหญ่จะขึ้นตามลำตัว ด้านในของแขนและขา ขนาดของผื่นอาจจะเป็นผื่นแดง ๆ แบบ Maculopapular หรือ rubelliform อาจพบเป็นจุดเลือดออกเล็ก ๆ หรือพรายย้ำ (Ecchymosis) ก็ได้ ผื่นอาจจะพบได้ตั้งแต่วันที่ 1 ของโรค แต่ส่วนใหญ่จะตรวจพบระหว่างวันที่ 2-4 ผื่นชนิด Maculopapular นี้จะคงอยู่ประมาณ 2-3 วัน มีน้อยรายที่ผื่นจะขึ้นหลังวันที่ 7 ของโรค การกระจายของผื่นจะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับโรคหัด แต่เมื่อทุเลาแล้วจะไม่มีร่องรอยของผื่นให้เป็นบนผิวหนังอีกต่อไป เป็นที่น่าสังเกตว่าผื่นมาคูโลปาปูลาร์ (ผื่นเม็ดนูน) นั้น จะพบได้ในไข้เลือดออกชิกุนกุนยาได้บ่อยกว่าไข้เลือดออกเดงกี่ จุดเลือดออกเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง (fine petechiae) เป็นอาการเลือดออกที่พบได้เสมอ มักจะพบตามแขน ขา หน้า ตามซอกรักแร้ ในช่องปากตรงบริเวณใกล้ ๆ ลิ้นไก่มักจะปรากฏตั้งแต่ระยะแรก ๆ ที่เริ่มมีไข้
2. การทดสอบทูร์นิเกต์
ความโน้มเอียงที่จะมีเลือดออกใต้ผิวหนังนั้นจะทำการทดสอบได้ โดยการรัดทูร์นิเกต์ (Tourniquet หรือ Rumpel-Leede Test) เป็นอาการแสดงที่พบได้ในอัตราสูงเสมอ ในผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก (สูงกว้าร้อยละ 80) การทดสอบนี้อาจให้ผลบวก ตั้งแต่เริ่มเป็นไข้ใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะให้ผลบวกตั้งแต่วันที่ 2 ของโรคเป็นต้นไป มีน้อยรายที่จะให้ผลบวกหลังจากที่ไข้ลดลงแล้ว ในรายที่เป็นไข้เลือดออกเด็งกี่มักจะให้ผลบวกชัดเจนกว่าในรายที่ติดเชื้อชิกุนกุนยา ในพื้นที่ประมาณหนึ่งตารางนิ้วจะพบมีจุดเลอดออกมากกว่า 20 จุดขึ้นไปเสมอ
การศึกษา ณ โรงพยาบาลเด็กที่รายงานไว้เมื่อปี พ.ศ.2504 ได้ตั้งข้อสังเกตว่าประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยที่ทำการทดสอบทูร์นิเกต์ และได้ผลลบนั้น มักจะเป็นรายที่มีอาการหนักกว่าหรืออยู่ในภาวะไหลเวียนล้มเหลวหรือช็อค บางรายงานกล่าวว่าในรายที่ช็อคหากทำการทดสอบทูร์นิเกต์ก็จะให้ผลบวกแต่เพียงอ่อน ๆ เท่านั้น แต่หลังจากฟื้นจากช็อคแล้วจึงจะให้ผลบวกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้มีการตรวจหาระดับของกรดแอสคอร์บิค (วิตามินซี) ในเลือดของผุ้ป่วยปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าการทดสอบทูร์นิเกต์ที่ให้ผลบวกนั้นเนื่องมาจากความทนทานของผนังหลอดเลือดต่ำลง (Tuchinda, P,.1962)
การจำแนกความรุนแรงของโรค
การจำแนกผู้ป่วยตามความรุนแรงของโรคนั้น มีการจำแนกอยู่หลายวิธีคือ
1. จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คำผู้ป่วยที่ไม่มีอาการช็อค และผู้ป่วยที่มีอาการช็อค
2. จำแนกตามลำดับความรุนแรงของโรคให้ย่อยลงไปอีกเป็น 4 ลำดับชั้น ดังนี้คือ



ลำดับความรุนแรงของโรค ลักษณะความรุนแรงของโรค
ขั้นที่ 1 (เกรด 1) มีไข้ มีอาการแสดงทั่ว ๆ ไป
อาการแสดงของการที่มีเลือดออกมีอยู่เพียง
ประการเดียว คือการทดสอบทูร์นิเกต์ให้ผลบวก

ขั้นที่ 1 (เกรด 2) มีอาการเพิ่มขึ้นจากชั้นที่ 1
คือมีเลือดออกเอง (spontaneous hemorrhage) อาจเป็นเลือดออกใต้ผิวหนังหรือเลือดออกชนิดอื่น ๆ


ขั้นที่ 3 (เกรด 3) มีอาการแสดงของภาวะไหลเวียนล้มเหลว คือมีชีพจรเร็วและเบา Pulse pressure แคบ (20 มม.ปรอท หรือต่ำกว่านั้น) หรือมีความดันโลหิตต่ำมีผิวหนังเย็นชื้น มีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย

ขั้นที่ 4 (เกรด 4) มีอาการช็อคอย่างรุนแรง
ชีพจรคลำไม่ได้
ความดันโลหิตวัดไม่ได้


2. ข้อมูลเกี่ยวกับยุงลาย
1. แผนภาพแสดงวัฏจักรของยุงลาย


วัฏจักรชีวิตของยุงลาย


ลักษณะไข่ของยุงลาย



ลักษณะของลูกน้ำยุงลาย

ลูกน้ำยุงลายเมื่อใกล้เป็นตัว(ตัวโม่ง)



ยุงลายตัวโตเต็มวัย

2. ยุงลาย (Aedes aegypti)
ยุงธรรมดาที่พบแพร่หลายอยู่ทั่วไปในเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ มีที่สำคัญอยู่ 2 ชนิดคือ
1. ยุงรำคาญ
2. ยุงลาย
ยุงรำคาญเป็นยุงที่ชอบหากิน เวลากลางคืนชอบวางไข่ในน้ำสกปรกที่ขังอยู่ตามพื้นดิน เป็นหลุมเป็นบ่อ ท่อระบายน้ำ ส่วนยุงลายเป็นยุงที่ชอบหากินเวลากลางวัน ชอบวางไข่ในน้ำที่ค่อนข้างสะอาดและเป็นน้ำขังในภาชนะต่างๆเช่นน้ำในถัง ยุงลายนี้เท่านั้นที่ได้รับการพิสูจน์เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เป็นพาหะที่สำคัญในการแพร่โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยในภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก
เชื่อกันว่ายุงลายมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทวีปอาฟริกา ต่อมาได้แพร่กระจายไปยังทวีปต่างๆโดยติดไปกับพาหนะที่ใช้ในการคมนาคม โดยเฉพาะในเขตร้อนหรือค่อนข้างร้อนเท่านั้น ดังนั้นอากาศในประเทศไทยซึ่งร้อน และชื้นจึงมีสภาพที่เหมาะกับชีวนิสัยของยุงลาย
สำหรับในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานใดที่จะยืนยันว่ายุงลายได้เข้ามาแพร่พันธิ์ตั้งแต่เมื่อใด รายงานเกี่ยวกับยุงลายในประเทศไทยได้ปรากฏในวารสารครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ. 2450 โดย Theobald F.V. เป็นที่เขัาใจว่าในระยะต้นๆ ยุงลายจะแพร่พันธุ์อยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆที่มีสายโทรคมนาคมสะดวกเท่านั้น Scanlon J.E.,1962 ปรากฏว่ายุงลายมิได้จำกัดบริเวณอยู่เฉพาะตามเมืองใหญ่ๆเทานั้นแต่จะพบอยู่ทั่วไปในเมืองรวมทั้งชนบทต่างๆ ของประเทศไทยด้วย จะมีข้อยกเว้นเฉพาะชนบทที่แยกตัวห่างไกลออกไปจากสายคมนาคมจริงๆเท่านั้น
ยุงลายมีวงจรชีวิตแบ่งออกเป็น 4 ระยะในฤดูฝนมักจะกินเวลาประมาณ 10-15 วัน จะครบวงจรทั้ง 4 ระยะ และจะยาวนานออกไปเป็น 18-20 วันในฤดูหนาว ระยะต่างๆมีดังนี้คือ
ไข่ (Egg)
ลูกน้า (Larva)
ลูกน้ำแก่หรือตัวโม่ง (Pupae)
ยุง (Adult)

ไข่
ไข่ของยุงลายมีขนาดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นเม็ดรูปไข่สีดำสนิท ขนาดไม่เกิน 1 มม. ระยะการเจริญของไข่ขึ้นอยู่กับภาวะของดินฟ้าอากาศ ถ้าอากาศหนาว ระยะการเจริญของไข่ก็จะยาวนาน ถ้าอากาศร้อนจะสั้นเข้า แต่โดยประมาณในภาวะดินฟ้าอากาศของประเทศไทย ระยะตั้งแต่ยุงวางไข่จนกลายเป็นลูกน้ำจะกินเวลาประมาณ 3 วัน ไข่ของยุงลายมีลักษณำพิเศษอยู่อย่างหน฿งคือมีความคงทนต่อความแห้งได้ดีมากอาจอยู่ในที่แห้งได้นานเป็นเดือนโดยไม่ฟ้กตัวเป็นลูกน้ำและไข่ยังคงมีชีวิตอยู่ ถ้าทิ้งไว้ในที่แห้งนาน 1 เดือนเมื่อได้ความชื้นที่เหมาะสมก็สามารถแตกออกเป็นลูกน้ำได้ในอัตราประมาณร้อยละ 50 ถ้าทิ้งไข่ไว้ในที่แห้งนาน 4 เดือนจะยังมีชีวิตและแตกเป็นลูกน้ำได้ร้อยละ 1.6 การคงทนต่อความแห้งแล้งได้นานๆเช่นนี้จะมีความสำคัญในการควบคุมยุงลาย กล่างคือถ้าควบคุมยุงลายโดยการเทน้ำจากภาชนะที่ยุงลายวางไข่ไว้แต่เพียงอย่างเดียว ครั้งต่อมามีฝนตกหรือมีผู้หนึ่งผู้ใดเทน้ำลงไปในภาชนะขึ้นอีก ไข่ที่ติดแห้งอยู่ข้างๆภาชนะ ก็อาจแตกเป็นลูกน้ำได้อีก
ลักษณะของการวางไข่ของยุงลาย จะเห็นได้ว่าลอยอยู่บนผิวน้ำ ติดอยู่กับผนังของภาชนะกระจัดกระจายกันไม่เกาะกันเป็นแฝงเหมือนไข่ยุงรำคาญ ไข่ยุงลายจะลอยตัวอยู่ได้โดยมีฟองอากาศ (Air Celled) รอบๆไข่พยุงตัวให้ลอยอยู่ได้

ลูกน้ำ
ลูกน้ำของยุงลายที่แตกออกมาจากไข่จะต้องลอกคราบออกมาทั้งหมด 4 ครั้งภายในระยะเวลาเฉลี่ย 6-10 วัน จึงจะกลายเป็นตัวลูกน้ำแก่หรือตัวโม่ง ลูกน้ำจะกลายเป็นตัวโม่งอยู่ 2 วัน ก็จะเจริญเติบโตเป็นยุงต่อไป

ยุง
ยุงลายตัวแก่จะมีลักษณะจำเพาะที่จำได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะเคยเห็นเพียงครั้งเดียวก็ตามกล่าวคือจะมีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีดำสนิท มีทางขาวๆรูปคล้ายเคียวคู่หนึ่ง ที่หลังอกมีจุดขาว มีทางขาวที่ด้านข้างอก ท้อง ขา และหัว ทำให้แลดูเป็นลายขาวสลับดำ บางคนจึงเรียกชื่อว่า Tiger Mosquito ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าตัวผู้

การกินอาหาร
ยุงตัวเมียเท่านั้นที่ดูดเลือดเป็นอาหารเพื่อประโยชน์ในการผลิตไข่และสืบพันธุ์ ชอบดูดเลือดคน เวลาหากินของยุงลายเกือบเรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับยุงชนิดอื่นๆ จะเริ่มหากินตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาค่ำ (Diurnal feeding) มีบางตัวอาจจะอยู่ถึงสามทุ่ม เวลาที่ยงลายเกาะคนนั้นมักอยู่ในเวลาหลังอาหารของคนทั่วไป ซึ่งอาจเป็นเพราะธรรมชาติสอนให้ยุงทราบว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่เลือดคนมีสารอาหารต่างๆสูง อาทิเช่น น้ำตาล ไขมัน และโปรตีน การที่ยุงลายชอบหากินในเวลากลางวันนั่นเอง จึงมีผู้นิยมเรียกชื่อว่า " Day biting mosquito"ถ้าไม่มีคนให้ดูดเลือดสัตว์อื่นๆแทนเช่น วัว ควาย นก ไก่ ส่วนยุงลายตัวผู้มักจะเกาะน้ำหวานจากเกษรดอกไม้และอื่นๆที่มีสารประเภทไขมันและไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ยุงลายจะออกหากินทั้งในที่สว่างและที่มืด มักเข้าหากินในบ้าน (endophagic) และไม่ชอบหากินไกลจากแหล่งเกิด เมื่อต้องการพักผ่อน(resting)มักจะอยู่ตามที่เย็น เงียบ มืด และอับเหมือนยุงทั่วไป เช่น ในห้องน้ำ ใต้ถุนบ้าน ตามมุมห้องซอกตู้ ใต้ตู้ เสื้อผ้าสีคล้ำๆหรือยิ่งมีกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นอาหารติดอยู่ด้วยจะเป็นสิ่งล่อให้ยุงมาเกาะมากขึ้น
ยุงลายมักบินไม่ไกล รัศมีการบินจะอยู่ประมาณ 25-50 เมตร ประกอบกับตัวเล็กและอยู่ใกล้ชิดคนจึงไม่ชอบบินไปไกลๆ เกิดที่ไหนมักจะตายที่นั่น ไม่ชอบบินผ่าแสงแดด ถนนที่มีแดดส่องถึง แม้แต่ถนนแคบๆยุงลายจะไม่บินข้าม ทั้งนี้มิได้หมายความว่ายุงลายไม่แข็งแรงจึงบินไม่ไกล แต่ความจริงแล้ว อาจบินได้ไกลเป็นกิโลเมตร แต่จะบินได้ไกลๆก็ต่อเมื่อหาอาหารกินไม่ได้เท่านั้น มันอาจพยายามบินได้ไกลถึง 3-4 กิโลเมตร

การวางไข่ของยุงลาย
ยุงลายจะพิถีทิถันเลือกที่วางไข่มากจะไม่ยอมวางไข่ในน้ำโสโครกเป็นอันขาด จะวางไข่ในน้ำนิ่งและน้ำสะอาดเท่านั้นเนื่องจากต้องการน้ำนิ่งและน้ำนิ่งมีความขุ่นต่ำ และมีปริมาณออกซิเจนสูงส่วนใหญ่แหล่งเพาะพันธุ์ของมันจึงเป็นภาชนะเก็บน้ำในบ้านเรือน (Artificisl container)เช่น กระป๋อง แจกัน ตุ่ม ถัง กระเบื้อง กะลา รางระบายน้ำฝน น้าหล่อขาตู้ ที่ขังน้ำตามธรรมชาติ (Natural container)เช่นโพรงไม้ที่มีน้ำสะอาดขัง กะลา แม้แต่ซอกรอยร้าวของผนังตึกที่มีน้ำฝนขังอยู่ มักจะวางไข่ได้ด้วย แต่มีบทบาทในการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายน้อยกว่าในภาชนะในบ้านเรือน รูปแบบหรือชนิดของภาชนะไม่มีความสำคัญในการดึงดูดยุงลายตัวเมียลงไปวางไข่เลย เหตุนี้เองเรามักจะพบยุงลายเฉพาะในที่ชุมชน ในเขตสุขาภิบาล และในหมู่บ้าน แต่จะไม่พบยุงลายกลางทุ่งนา กลางป่า หรือมีบ้านอยู่โดดเดี่ยว ดังนั้นจึงมีผู้ขนานนามยุงลายว่าเป็น "ยุงบ้าน" หรือ "Domestic mosquito"
ยุงลายตัวเมียเมื่อแตกตัวจากตัวโม่งแล้วจะเจริญเติบโตเต็มที่สามารถผสมพันธุ์ได้ทันที แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูดเลือดคนหรือสัตว์ เป็นอาหารเสียก่อน มิฉะนั้น รังไข่ของยุงจะไม่เจริณตามปรกติ หากได้ดูดเลือดทันทีที่แตกจากตัวโม่งและได้รับการผสมพันธุ์แล้ว จะวางไข่ได้ครั้งแรกตั้งแต่มีอายุได้ 3 วัน การวางไข่ครั้งหนึ่งๆจะวางได้ประมาณ 100-140 ฟอง หลังจากวางไข่แล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูดเลือดกินอาหารต่อไปอีก เพื่อให้รังไข่เจริญ จนสามารถที่จะวางไข่ชุดต่อไปได้
ในการวางไข่แต่ละชุดจำเป็นต้องดูดกินเลือดก่อน แต่ละตัวมีโอกาส วางไข่ได้หลายชุด จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอายุของมัน โดยธรรมชาติยุงลายจะมีอายุได้นานเท่าไรนั้น ยังเป็นที่สงสัย แต่อย่างไรก็ตาม จากกานศึกษาในห้องเรียนแมลง พบว่าจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 15 วัน

สรุปชีวนิสัยที่สำคัญของยุงลาย
ชอบวางไข่ในน้ำที่ค่อนข้างสะอาดที่ขังอยู่ในภาชนะหรือน้ำขัง น้ำนิ่งที่สะอาด ไม่ชอบวางไข่ในน้ำที่ขังตามพื้นดิน น้ำโคลน น้ำโสโครก
ชอบหากินเวลากลางวัน
ชอบเลือดคนมากกว่าเลือดสัตว์
ชอบหากินในบ้าน
ไม่ชอบไปหากินไกลจากแหล่งเกิด
ชอบเกาะพักในที่มืดๆอับ และชื้นภายในบ้าน

การควบคุมยุงลายเพื่อนำไปสู่การควบคุมไข้เลือดออก
การศึกษาของหน่วยวิจัยยุงลายขององค์การอนามัยโลกร่วมกับองค์กีฏวิทยาทางการแพทย์ ที่ได้ทำการติดต่อกันมานานร่วม 10ปีนั้น พอจะสรุปความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับยุงลายในประเทศไทยได้ดังนี้คือ

หาความชุกชุมของยุง
โดยให้พนักงานไปนั่งอยู่ตรงมุมมืดๆ ถือไฟฉายและหลอดจับยุงเมื่อมียุงมาเกาะให้เอาหลอดจับยุงครอบไว้แล้วใช้สำลีอุด ให้นั่งจับบ้านละ 20 นาที นำผลจากพนักงานหลายๆคนมาคำนวณหาจำนวนยุงที่จับได้ต่อคนต่อชั่วโมงเรียกว่า Lading rate per man hour ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นจะจับยุงที่เกาะพักตามข้างฝาบ้าน ในเวลา15 นาที แล้วนับจำนวนยุงที่จับได้ เป็นจำนวนยุงต่อบ้านต่อ 15 นาที วิธีนี้เรียกว่า resting collection ซึ่งส่วนมากใช้กับยุงรำคาญ

การควบคุมยุงลายและลูกน้ำยุงลาย
1. ใช้อะเบทใส่ภาชนะบรรจุน้ำ จะลดยุงลายได้ร้อยละ 85 จะโดยการใส่ทุก ๆ 3 เดือนหรือใส่เมื่อพบลูกน้ำก็ตามจะควบคุมจำนวนยุงได้นาน 3 เดือน ต่อการใส่ 1 ครั้ง
2. ใส่อะเบทแล้ว พ่นมาลาไธออนร้อยละ 4 โยใช้เครื่องพ่นหมอกควัน พบว่าได้ผลดีคือจะลดประมาณยุ่งลงได้ร้อยละ 96 หลังพ่นนาน 7 วัน และควบคุมยุงได้นาน 3 เดือน
3. การใช้เครี่องพ่นหมอกควัน ถ้าใช้พร้อม ๆ กัน 5 เครื่อง ครอบคลุมจำนวนบ้านได้ 200 หลังคาเรือนขึ้นไป ถ้าใช้มาลาไธออนจะควบคุมจำนวนยุงได้ไม่เกิน 7 วัน แม้ว่าจะพ่นซ้ำทุก ๆ 7 วันถึง 7 ครั้ง ไม่ได้ผลในการควบคุมยุงเลย
4. การใช้เครื่องพ่น ฝอยละเอียด (Ultralow Volume, ULV) ซึ่งขณะนี้นิยมใช้อยู่ 3 ชนิด คือ
4.1 เครื่องพ่นชนิดหูหิ้วเรียกว่า Mity moo
4.2 เครื่องพ่นชนิดสะพายหลังเรียกว่า Fontan
4.3 เครื่องพ่นขนาดใหญ่ใช้ติดบนรถยนต์เรียกว่า Leco

การควบคุมยุงโดยทางชีววิทยาและการทำหมันยุงด้วยสารเคมี
1. การใช้ปลาหางนกยูง (Guppy) ในการปราบลูกน้ำ พบว่าถ้าบริเวณที่ปล่อยปลาลงไปมีขยะ ผักตบ จอก แหน มาก ปลาเข้าไปไม่ถึงลูกน้ำจึงไม่ได้ผล ถ้ากำจัดขยะเหล่านั้นด้วยจึงจะได้ผล นอกจากนั้นยังมีข้อเสียคือในน้ำเน่ามีอาหารอื่น ๆ ให้ปลากิจ ซึ่งปลาชอบกิจมากกว่าลูกน้ำ และนอกจากนั้นปลายังแผ่กระจายไปได้ไม่ไกลเพราะมีขยะกีดขวาง
2. การใช้ไส้เดือนฝอย (Nematoda Roesimermis nielseni) ในการปราบลูกน้ำยุงลายและยุงรำคาญ ไส้เดือนฝอยชนิดน้ำเป็นปาราสิตของลูกน้ำทั้งสองชนิด เท่าที่เคยทดสอบ ณ ท้องที่บางเขน ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ
3. ใช้ลูกน้ำยุง Toxorhynchitis ในการปราบลูกน้ำยุงลาย ในการทดลองปรากฏว่าลดลูกน้ำยุงลายได้จริง แต่ในการหาลูกน้ำยุง Toxorhynchitis ในปริมาณมาก ๆ นั้นทำได้ยากและเสียค่าใช้จ่ายมาก
4. ดารใช้ thiotepa ทำหมันยุงลาย

การป้องกันและการควบคุมโรค
ดังเป็นที่ทราบกันแล้วว่า กลไกของพยาธิกำเนิดของโรคไข้เลือดออกนั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์อยู่กับปฏิกิริยาทางอิมมูนของร่างกาย มิได้สัมพันธ์กับภาวะติดเชื้อเดงกี่หรือชิกุนกุนยาอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นความสนใจในการคิดค้นวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก จึงมีผู้สนใจน้อย ทั้ง ๆ ที่เคยมีผู้เริ่มต้นศึกษาเรื่องวัคซีนป้องกันไข้เดงกี่มาตั้งแต่ พ.ศ.2474 ก็ตาม (St.John, J.H. & Holt, R.L.,1931) แต่ก็มีรายงานการค้นคว้าทดสอบวัคซีนเด็งกี่ชนิดอ่อนฤทธิ์อยู่บ้าง เช่น Schlesinger, R.W.et al, 1966; และ Fujita, N.,et al,1969; แต่ก็มิใช่วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกโดยตรง ดังนั้นจึงจะยังไม่กล่าวถึงการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีน ในการป้องกันโรคไข้เลือดออกเดงกี่และชิกุนกุนยา

การกำจัดยุงลายจะกระทำได้โดย
1. พ่นเคมีตามอาคารบ้านเรือน
2. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยใช้สารเคมีอะเบท
นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดที่จะต้องปฏิบัติให้ทั่วถึงและติดต่อกันเป็นเวลานานการป้องกันจึงจะได้ผล คือ
ก. ทิ้งกระป๋อง ขวด ยางรถยนต์และภาชนะอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นในการกักเก็บน้ำให้ถูกที่
ข. ก่อนเติมน้ำใส่ตุ่มให้ถูข้างตุ่มน้ำและเทน้ำเก่าทิ้งเสียก่อน
ค. พยายามจัดหาน้ำประปาให้ใช้อย่างทั่วถึง
ง. ให้สุขศึกษาอย่างกว้างขวาง



ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่มีการตกเลือดอย่างรุนแรง-อาเจียนเป็นเลือด



การทดสอบ ทูร์นิเกต์ ให้ผลบวกในผู้ป่วยไข้เลือดออก



โดย http://www.thai.net/sampunth [1 ส.ค. 2545 , 18:32:04 น.] ( IP = 202.183.182.120 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้

ข้อความ 1

น่าจะมีรูปภาพประกอบด้วย

โดย ทูตน้อย [13 มิ.ย. 2554 , 22:01:10 น.] ( IP = 49.230.124.209 : : )

ขอเชิญร่วมเขียนเนื้อหาเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพเกี่ยวข้อง : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

กลับไปหน้าหลัก