ข้อความของท่าน

Abuse/แจ้งลบ
ABUSE / แจ้งลบ
Your Email :
Why? !
Security Code


สมัครฟรีเวปบอร์ด | ลงประกาศ ซื้อ-ขายสินค้า | เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี | รับฝากเครื่อง Server
รับทำเว็บ | บริการสร้างเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา


เคมีอินทรีย์ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2556




ส่งงานตามกำหนดเวลานะครับ

โดย อ.อัคกะบัทคาน ปาทาน [31 ต.ค. 2556 , 09:06:07 น.] ( IP = 202.29.34.252 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณแจ้งลบกระทู้
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ]

ข้อความ 21

แอลไคน์
แอลไคน์ (alkyne) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดหนึ่ง ซึ่งในโมเลกุลจะมีพันธะสามระหว่างอะตอมของคาร์บอนหนึ่งที่หรือมากกว่าจัดเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดไม่อิ่มตัว มีสูตรทั่วไปคือ CnH2n-2 แอลไคน์ตัวแรกคือ C2H2 (หรือที่เรียกว่า ethyne)
คุณสมบัติ
• มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ
• มีทุกสถานะ C1-C4 จะมีสถานะเป็นแก๊ส C5-C17 จะมีสถานะเป็นของเหลว C18 ขึ้นไป จะมีสถานะเป็นของแข็ง
• จุดเดือด จุดหลอมเหลวต่ำ เมื่อเทียบกับสารอินทรีย์อื่น แต่จะสูงสุดในบรรดาไฮโครคาร์บอนด้วยกันเอง คือ แลคไคน์ > แอลแคน > แอลคีน เมื่อมีจำนวนคาร์บอนในโมเลกุลเท่ากัน เช่น C3H4 จะมีจุดเดือดสูงกว่า C3H8 และ C3H6
• ไม่ละลายน้ำ เพราะเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว
• เมื่อเกิดการเผาไหม้จะให้พลังงานและเขม่ามาก
ประโยชน์

1. แอลไคน์ที่รู้จักกันทั่วไปคืออีไทน์ (ethyne) ชื่อสามัญคืออะเซทิลีน (C2H2) เตรียมได้จากปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมคาร์ไบด์ทำปฏิกิริยากับน้ำ

2. ในทางอุตสาหกรรมสามารถเตรียม C2H2 ได้จาก CH4 โดยการให้ความร้อนสูง ๆ ในเวลาที่สั้นมาก ๆ
3. แก๊สผสมระหว่าง C2H2 กับ O2 ในอัตราส่วนที่เหมาะสมเรียกว่า oxy-acetylene ให้เปลวไฟที่ร้อนสูงถึง 3000OC ในเชื่อมโลหะและตัดโลหะได้ นอกจากนี้C2H2 ยังใช้เป็นแก๊สเชื้อเพลิงที่ให้สงสว่าง

4. ใช้ C2H2 เพื่อเร่งการออกดอกของพืช และเร่งการสุกของผลไม้ให้เร็วขึ้น



http://th.wikipedia.org/wiki
http://organicchemistry.igetweb.com

อาจารย์ครับผมส่งหลายครั้งและส่งรหัสประจำตัวผมต้องขอโทษด้วยนะครับ รหัสประจำตัวผมคือ 561102002107

โดย เบญจรงค์ สร้อยจำปา 561102002107 [1 พ.ย. 2556 , 17:18:14 น.] ( IP = 182.53.35.248 : : )

ข้อความ 22

แอลดีไฮด์ และคีโตน (Aldehydes and Ketones)
posted on 09 Apr 2012 17:59 by piyawoot1
แอลดีไฮด์ (Aldehyde) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่หมู่ฟังก์ชันเป็นหมู่คาร์บอกซาลดีไฮด์ (Carboxaldehyde :


หรือ –CHO) มีสูตรทั่วไปเป็น หรือ RCHO หรือ CnH2nO เมื่อ R , R’ เป็นหมู่แอลคิลหรือหมู่แอริล



การเรียกชื่อ (Nomenclature)



1. ชือสามัญ (Common Name)

แอลดีไฮด์เรียกโดยเปลี่ยนคำลงท้าย -ic acid หรือ -oic acid ของกรดอินทรีย์ที่สอดคล้องเป็น -aldehyde และให้ตำแหน่ง C

ที่มีหมู่ฟอร์มิลเกาะอยู่เป็น a



2. ชื่อ IUPAC

แอลดีไฮด์ เรียกโดยเลือกสาโซ่ที่ยาวที่สุดที่มีหมู่ formyl อยู่ด้วยเป็นสายโซ่หลักโดยเปลี่ยน e ท้ายชื่อ alkane เป็น -al สมบัติของแอลดีไฮด์

1. แอลดีไฮด์จึงเป็นโมเลกุลมีขั้ว เช่นเดียว กับน้ำ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลจึงเป็นแรงดึงดูดระหว่างขั้ว แต่สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของน้ำได้โดยเกิดสลับกับโมเลกุลของน้ำ (Associated hydrogen bond) การละลายน้ำจะลดลงเมื่อจำนวนอะตอมคาร์บอนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนที่ไม่มี ขั้วมากขึ้น

2. จุดเดือดของแอลดีไฮด์มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนอะตอมคาร์บอน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนอะตอมคาร์บอนทำให้มวลโมเลกุลสูงขึ้น เป็นผลให้แรงแวนเดอร์วาลส์สูงขึ้น




คีโตน (Ketone) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชันเป็นหมู่คาร์บอ นิล (Carbonyl group : หรือ –CO–)

สูตรทั่วไป ของคีโตนคือ หรือ RCOR’ หรือ CnH2nO เมื่อ R , R’ เป็นหมู่แอลคิลหรือหมู่ แอริลคีโตนเป็นไอโซเมอร์โครง สร้าง

กับแอลดีไฮด์โดยคีโตนตัวแรกจะเริ่มต้นที่คาร์บอน 3 อะตอม



การเรียกชื่อ (Nomenclature)



1. ชือสามัญ (Common Name)

คีโตน เรยกชื่อหมู่ทั้งสองที่เกาะอยู่บน C ของหมู่ Carbonyl ก่อน โดยเรียงตามลำดับอักษรแล้วลงท้าว่า ketone


2. ชื่อ IUPAC
คีโตน เรียกโดยเลือกสายโซ่หลักที่มี C ของหมู่ Carbonyl อยู่ด้วยในสายโซ่หลักโดยเปลี่ยน e ท้ายชื่อ alkane เป็น - one

และให้ตำแหน่องของ C ในหมู่ Carbonyl เป็นตัวเลขที่น้อยที่สุด

โดย aldehyde [1 พ.ย. 2556 , 19:32:02 น.] ( IP = 182.53.43.253 : : )

ข้อความ 23

แอลดีไฮด์ และคีโตน (Aldehydes and Ketones)
posted on 09 Apr 2012 17:59 by piyawoot1
แอลดีไฮด์ (Aldehyde) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่หมู่ฟังก์ชันเป็นหมู่คาร์บอกซาลดีไฮด์ (Carboxaldehyde :


หรือ –CHO) มีสูตรทั่วไปเป็น หรือ RCHO หรือ CnH2nO เมื่อ R , R’ เป็นหมู่แอลคิลหรือหมู่แอริล



การเรียกชื่อ (Nomenclature)



1. ชือสามัญ (Common Name)

แอลดีไฮด์เรียกโดยเปลี่ยนคำลงท้าย -ic acid หรือ -oic acid ของกรดอินทรีย์ที่สอดคล้องเป็น -aldehyde และให้ตำแหน่ง C

ที่มีหมู่ฟอร์มิลเกาะอยู่เป็น a



2. ชื่อ IUPAC

แอลดีไฮด์ เรียกโดยเลือกสาโซ่ที่ยาวที่สุดที่มีหมู่ formyl อยู่ด้วยเป็นสายโซ่หลักโดยเปลี่ยน e ท้ายชื่อ alkane เป็น -al สมบัติของแอลดีไฮด์

1. แอลดีไฮด์จึงเป็นโมเลกุลมีขั้ว เช่นเดียว กับน้ำ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลจึงเป็นแรงดึงดูดระหว่างขั้ว แต่สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของน้ำได้โดยเกิดสลับกับโมเลกุลของน้ำ (Associated hydrogen bond) การละลายน้ำจะลดลงเมื่อจำนวนอะตอมคาร์บอนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนที่ไม่มี ขั้วมากขึ้น

2. จุดเดือดของแอลดีไฮด์มี แนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนอะตอมคาร์บอน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนอะตอมคาร์บอนทำให้มวลโมเลกุลสูงขึ้น เป็นผลให้แรงแวนเดอร์วาลส์สูงขึ้น




คีโตน (Ketone) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชันเป็นหมู่คาร์บอ นิล (Carbonyl group : หรือ –CO–)

สูตรทั่วไป ของคีโตนคือ หรือ RCOR’ หรือ CnH2nO เมื่อ R , R’ เป็นหมู่แอลคิลหรือหมู่ แอริลคีโตนเป็นไอโซเมอร์โครง สร้าง

กับแอลดีไฮด์โดยคีโตนตัวแรกจะเริ่มต้นที่คาร์บอน 3 อะตอม



การเรียกชื่อ (Nomenclature)



1. ชือสามัญ (Common Name)

คีโตน เรยกชื่อหมู่ทั้งสองที่เกาะอยู่บน C ของหมู่ Carbonyl ก่อน โดยเรียงตามลำดับอักษรแล้วลงท้าว่า ketone


2. ชื่อ IUPAC
คีโตน เรียกโดยเลือกสายโซ่หลักที่มี C ของหมู่ Carbonyl อยู่ด้วยในสายโซ่หลักโดยเปลี่ยน e ท้ายชื่อ alkane เป็น - one

และให้ตำแหน่องของ C ในหมู่ Carbonyl เป็นตัวเลขที่น้อยที่สุด





นายพัฒนา มีสนุุ่น รหัส 561102002111


โดย aldehyde [1 พ.ย. 2556 , 19:35:10 น.] ( IP = 182.53.43.253 : : )

ข้อความ 24

การเรียกชื่อแอลเคน

การเรียกชื่อสารประกอบอัลเคนเราสามารถเรียกได้ 2 ประเภท คือ ชื่อสามัญ (Common Name) และชื่อ IUPAC ซึ่งถือเป็นชื่อหลักที่ให้ทั่วโลกให้การยอมรับ

แต่ก่อนอื่นเราต้องรู้จักการเรียกชื่อในระบบชื่อสูตรโมเลกุลก่อน โดยระบบนี้จะเรียกชื่อสูตรโมเลกุลของแอลเคนตามจำนวนคาร์บอนอะตอมที่มีอยู่ในโมเลกุล โดยบอกจำนวนอะตอมของคาร์บอนในภาษากรีก แล้วลงท้ายด้วย ane
จำนวน C อะตอม greek prefixes สูตรแอลเคน ชื่อสาร
2 อีท- หรือ เอท -(eth-) C2H4 อีทีน (ethene)
3 โพรพ -(prop-) C3H6 โพรพีน (propene)
4 บิวท -(but-) C4H8 บิวทีน (butene)
5 เพนท -(pent-) C5H10 เพนทีน (pentene)
6 เฮกซ -(hex-) C6H12 เฮกซีน (hexene)
7 เฮปท -(hept-) C7H14 เฮปทีน (heptene)
8 ออก -(oct-) C8H16 ออกทีน (octene)
9 โนน -(non-) C9H18 โนนีน (nonene)
10 เดค -(dec-) C10H20 เดคีน (decene)
11 อันเดค-(undec-) C11H22 อันเดคคีน (undecene)
12 โดเดค-(dodec-) C12H24 โดเดคคีน (dodecene)

ระบบชื่อสามัญ (Common Names)ใช้เรียกชื่อโมเลกุลเล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อน ถ้าโมเลกุลใหญ่ขึ้นอาจจะต้องเติมคำนำหน้า เช่น n- , iso- , หรือ neo- ลงไปด้วย ตัวอย่างเช่น CH4 เรียกมีเทนCH3 - CH2 - CH3 เรียกโพรเพนCH3 - CH2 - CH2 - CH2 - CH3 เรียกนอร์มอลเพนเทน
CH3 - CH2 - CH2 - CH2 - CH2 - CH3 เรียกนอร์มอลเฮกเซน

การเรียกชื่อหมู่อัลคิล (Alkyl Group)
เป็นส่วนหนึ่งของโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนประเภทอัลเคนที่ถูกดึงไฮโดรเจนออก 1 อะตอม เช่น CH3 เรียก Methyl มีสูตรโมเลกุลเป็น CnH2n+1

1. คำนำหน้า n- ย่อมาจาก normal ใช้กับหมู่อัลคิลที่เป็นโซ่ตรง
-CH2 - CH2 - CH3

2. คำนำหน้า iso- ใช้กับหมู่อัลคิลที่มีหมู่ methyl แยกสาขาที่คาร์บอนตัวรองสุดท้าย

3. คำนำหน้า sec- ย่อมาจาก secondary ใช้กับหมู่อัลคิลที่มีจุดต่อ ณ ตำแห่ง C ที่ 2 ของโซ่หลัก

4. คำนำหน้า tert- ย่อมาจาก tertiary ใช้กับหมู่อัลคิลที่มีจุดต่อ ณ ตำแห่ง C ที่ 3 ของโซ่หลัก

การเรียกชื่อแอลเคนในระบบ IUPAC มีหลักการเรียกชื่อดังนี้

1. ถ้าเป็นโมเลกุลสายยาว ไม่มีกิ่ง ให้เรียกชื่อโครงสร้างหลักตามจำนวนคาร์บอนที่มี แล้วลงท้ายด้วย - ane เช่น

CH3-CH2-CH2-CH3 มีคาร์บอน 4 อะตอมเรียกว่า บิวเทน (butane = but +ane)

CH3-CH2-CH2-CH2-CH3 มีคาร์บอน 5 อะตอมเรียกว่า เพนเทน (pentane = pent +ane)

CH3-CH2-CH2-CH2- CH2-CH3 มีคาร์บอน 6 อะตอมเรียกว่า เฮกเซน (hexane = hex +ane)

2. ถ้าเป็นโมเลกุลสายยาวที่มีกิ่ง ให้เลือกโครงสร้างหลักที่คาร์บอนต่อกันเป็นสายยาวที่สุดก่อนเรียกชื่อโครงสร้างหลักแล้วลงท้ายด้วย -ane หลังจากนั้นจึงพิจารณาส่วนที่เป็นกิ่ง

3.ส่วนที่เป็นกิ่ง เรียกว่าหมู่แอลคิล การเรียกชื่อหมู่แอลคิลมีหลักการดังนี้

4.การนับจำนวนคาร์บอนในโครงสร้างหลักเพื่อบอกตำแหน่งของหมู่แอลคิล ให้ใช้ตัวเลขที่มีค่าน้อยที่สุด เช่น

5.ตรวจดูว่ามีหมู่แอลคิลอะไรบ้าง ต่ออยู่กับคาร์บอนตำแหน่งไหนของโครงสร้างหลักให้เรียกชื่อหมู่แอลคิลนั้นโดยเขียนเลขบอกตำแหน่งไว้หน้าชื่อพร้อมกับมีขีด ( – ) คั่นกลาง เช่น 2-methyl, 3-methyl , 3-ethyl ฯลฯ

6.ถ้ามีหมู่แอลคิลที่เหมือนกันหลายหมู่ ให้บอกตำแหน่งทุก ๆ หมู่ และบอกจำนวนหมู่ด้วยภาษาละติน เช่น di = 2, tri = 3 , tetra = 4 , penta = 5 , hexa = 6 , hepta = 7 , octa = 8 , nona = 9 , deca = 10 เช่น 2, 3 – dimethyl

7.ถ้ามีหมู่แอลคิลต่างชนิดมาต่อกับโคงสร้างหลัก ให้เรียกทุกหมู่ตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ (ไม่รวมจำนวนหมู่ เช่น di, tri , tetra) พร้อมกับบอกตำแหน่งของหมู่แอลคิลแต่ละหมู่ เช่น 3-ethyl – 2 - methyl , 3 - ethyl – 2, 3 – dimethyl 8.ชื่อของหมู่แอลคิลและชื่อโครงสร้างหลักต้องเขียนติดกัน

โดย ชนิตา คุ้มสิงสัน [25 ธ.ค. 2556 , 15:22:25 น.] ( IP = 49.48.180.239 : : )

ข้อความ 25

สมบัติของแอลเคน
ก . สมบัติทางกายภาพ
1. แอลเคนมีได้ทั้ง 3 สถานะ ถ้ามีจำนวน C 1-4 เป็นก๊าซ 5-17 เป็นของเหลวและ 18 ขึ้นไปเป็นของแข็ง
2. ไม่นำไฟฟ้า เพราะเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์
3. ไม่ละลายน้ำ หรือตัวทำลายที่โมเลกุลมีขั้ว แต่ละลายได้ในตัวทำละลายที่โมเลกุลไม่มีขั้ว
4. มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ แต่ความหนาแน่นจะเพิ่มขึ้นเมื่อมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น
5. มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวต่ำ แต่ถ้ามวลโมเลกุลเพิ่มขึ้นจุดเดือดจุดหลอมเหลวจะสูงขึ้น
6. แอลเคนที่มีสถานะก๊าซและของแข็งไม่มีกลิ่น ถ้าเป็นของเหลวจะมีกลิ่นเฉพาะ
ข . สมบัติทางเคมี
1. แอลเคนมีความเฉื่อยต่อปฏิกิริยาที่อุณหภูมิปกติ เพราะแอลเคนเป็นสารประกอบที่อิ่มตัว แต่ปฏิกิริยาจะเกิดได้ภายใต้อุณหภูมิสูงเท่านั้น เช่น ใช้แสงสว่าง หรือความร้อน หรือบางปฏิกิริยา ต้องใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา
2. ติดไฟง่าย ถ้ามีออกซิเจนมากเกินพอจะได้ CO2 , H2O และพลังงาน ไม่มีเขม่าเพราะมี H เป็นองค์ประกอบมาก
3. แอลเคนสามารถฟอกสีสารละลายโบรมีนในคาร์บอนเตตระคลอไรด์ โดยเกิดปฏิกิริยาแทนที่(Substitution reaction) เมื่อมีแสงสว่างหรืออุณหภูมิ 200-400 oC และจะเกิดก๊าซที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง(HBr)
ปฏิกิริยากับสารละลายโบรมีน เรียกว่าโบรมีเนชัน (Bromination) จัดเป็นปฏิกิริยาที่สำคัญของแอลเคน เพราะใช้ทดสอบแอลเคนได้ ถ้าฟอกจางสีโบรมีนได้ในที่สว่าง แสดงว่าเป็นแอลเคน

โดย ชนิตา คุ้มสิงสัน [25 ธ.ค. 2556 , 15:28:23 น.] ( IP = 49.48.180.239 : : )

ข้อความ 26

ประโยชน์ของแอลเคน
1. มีเทนพบมากในก๊าซธรรมชาติใช้เป็นเชื้อเพลิง ก๊าซผสมระหว่างโพรเพนกับบิวเทน นำมาบรรจุถังเป็นก๊าซหุงต้ม ซึ่งก๊าซหุงต้มเหลวเรียกว่าก๊าซ LPG
2. ใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมผลิตสารซักฟอก อุตสาหกรรมเส้นใย อุตสาหกรรมผลิตสารเคมีทางการเกษตร และยาปราบศัตรูพืช

โทษของแอลเคน
1. ถ้าสัมผัสกับผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังแห้ง เจ็บ คัน และแตก เนื่องจากน้ำมันที่ผิวหนังถูกชะล้างออกไป ผิวหนังจึงขาดความชุ่มชื้นและแห้งแตก
2. ถ้าสูตรดมไอของแอลเคน เช่น ไอของก๊าซหุงต้ม จะทำให้ปอดได้รับอันตรายได้ สาเหตุจากไขมันในผนังเซลล์ที่ปอดถูกทำลาย เนื่องจากแอลเคนเป็นสารที่มีโมเลกุลไม่มีขั้ว จึงละลายไขมันได้ดี


http://majorchemspa.wordpress.com/prop_reac-of-alkane/

โดย ชนิตา คุ้มสิงสัน [25 ธ.ค. 2556 , 15:31:02 น.] ( IP = 49.48.180.239 : : )
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : เว้นไว้ก็ได้ครับ
อยากส่งรูปให้ดูกดปุ่มBrowseครับ : ไม่เกิน 150KB
ยินดีให้รูปประกอบนี้ ไปให้บริการ ส่งรูปภาพเข้ามือถือ ยินดี ไม่ยินดี
บริการใหม่!! รับฝาก File ฟรี!
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command
Register User
Login User

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด